สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 16 - 20 มี.ค. 2026
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
เราประเมินสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และตัดสินได้ยากว่าสงครามจะอยู่ในวงจำกัด หรือขยายวงลุกลามออกไป ส่งผลให้ตลาดการเงินยังคงมีความผันผวนสูง เนื่องจากสถานการณ์ที่แตกต่างนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางหลัก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้น หรืออาจต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่สถานการณ์เลวร้าย เราแนะนำติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด และเน้นใช้กลยุทธ์การ Buy on dip ตามแนวรับ เนื่องจากตามสถิติแล้วตลาดหุ้นมักตอบสนองเชิงลบและผันผวนต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่มีโอกาสฟื้นตัวหลังเกิดเหตุการณ์ 10-15 วันทำการ ในขณะที่กลุ่มหุ้นที่ได้ผลบวกจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เราแนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defense ที่ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่มีข้อสรุป
ตราสารหนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ หลังสถานการณ์สงครามยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การปรับลดจำนวนที่เฟดจะลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1 ครั้งในปีนี้ โดยในปัจจุบันสถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลให้เรายังคงการลงทุนในตราสารหนี้อายุ 2–5 ปี และยังหลีกเลี่ยงการปรับอายุตราสาร (Duration) ขึ้น อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนเฟดเริ่มเปลี่ยนมุมมองไม่ลดดอกเบี้ย นักลงทุนอาจต้องพิจารณาลด Duration ลงมาต่ำกว่า 1 ปี
สินทรัพย์ทางเลือก
ทองคำมีความน่าสนใจในฐานะ Uncertainty Hedge จาก (1) ความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก และ (2) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นทองคำถูกกดดันจาก Bond yield และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจากความกังวลเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน เรามองว่าแรงกดดันดังกล่าวเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น เนื่องจากตลาดมีแนวโน้มให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว (Growth Risk) มากกว่าเงินเฟ้อในระยะถัดไป ซึ่งเอื้อต่อการฟื้นตัวของราคาทองคำ โดยมองเป้าหมายที่ $5,500 ขณะที่แนวรับหลักอยู่ที่ $4,800
ด้าน REITs ไทย และ Global REITs มีแนวโน้มถูกกดดันจาก Bond Yield ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความกังวลเกี่ยวกับสงครามที่อาจผลักดันเงินเฟ้อ ส่งผลให้ Dividend yield gap ปรับตัวลดลง
[Theme Play]
หุ้นอินเดีย: ในระยะสั้นตลาดหุ้นอินเดียเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินเดียค่อนข้างมาก เนื่องจากประเทศต้องนำเข้าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของการใช้พลังงานทั้งหมด เป็นแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นอินเดียยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เริ่มไหลกลับหลังบรรลุดีลการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงกระแสเงินลงทุนภายในประเทศผ่านกองทุน Systematic Investment Plan (SIP) ที่ยังคงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียไม่แพง โดยมี premium เทียบ MSCI Asia ex Japan อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อน risk-reward ที่น่าสนใจ ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นจึง แนะนำติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด และรอจังหวะทยอยสะสมเมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ขณะที่นักลงทุนที่ถือครองอยู่แล้วสามารถถือต่อ (Hold) จากปัจจัยพื้นฐานระยะกลางที่ยังแข็งแกร่ง
หุ้น US Small Cap: หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กนี้มีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและ sentiment ของตลาดค่อนข้างสูง ทำให้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มส่งผลกระทบและสร้างความผันผวนต่อหุ้นกลุ่มนี้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุมมองเชิงบวก เนื่องจากแนวโน้มกำไรของบริษัทในดัชนี Russell 2000 ยังมีทิศทางเติบโตที่โดดเด่น โดยคาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนีจะเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อไตรมาสในช่วงปี 2026–2027 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าดัชนี S&P 500 ขณะที่ในด้าน Valuation ดัชนี Russell 2000 อยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยมี Forward P/E ประมาณ 16 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นขนาดใหญ่ สะท้อน Valuation ที่น่าสนใจ ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นจึง แนะนำติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด และรอจังหวะทยอยสะสมเมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ขณะที่นักลงทุนที่ถือครองอยู่แล้วสามารถถือต่อ (Hold) จากปัจจัยพื้นฐานระยะกลางที่ยังแข็งแกร่ง
[Event Play]
ทองคำ: แนะนำเข้าลงทุนทองคำ โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ $5,500 และกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ $4,800 โดยราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ (1) ความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก หลังสหรัฐฯ ประกาศใช้นโยบายเก็บภาษีนำเข้าแบบชั่วคราว และ (2) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งช่วยเพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของ Bond yield และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากความกังวลว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามอาจส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อ และทำให้ตลาดปรับคาดการณ์ว่า FED อาจมีท่าทีต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรามองว่าปัจจัยกดดันดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นเพียงความผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากในระยะถัดไป ตลาดมีโอกาสให้น้ำหนักต่อผลกระทบของสงครามต่อ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก (Growth Risk) มากกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ซึ่งโดยปกติจะเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของราคาทองคำ ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในโครงสร้าง Higher Low ต่อเนื่อง ขณะที่ RSI ยังคงยืนเหนือระดับ 50 สะท้อนโมเมนตัมเชิงบวกและสนับสนุนมุมมองว่าราคาทองคำมีโอกาสเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัวได้อีกครั้งในระยะถัดไป
หุ้น Global Defense: สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล–อิหร่านที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สงครามเริ่มยืดเยื้อมากขึ้น ยังมีแนวโน้มหนุนบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defense ขณะที่หลายประเทศยังคงเพิ่มความเข้มแข็งด้านการทหารท่ามกลางความขัดแย้งและความเสี่ยงของการเกิดสงครามที่สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นแรงสนับสนุนระยะยาวต่อกองทุนกลุ่ม Defense ในภาพรวม ด้วยเหตุนี้ เราจึงแนะนำการลงทุนในกองทุน Global Defense โดยอ้างอิง VanEck Defense ETF (DFNS)