PDF Available  
เคาะซื้อ Weekly strategy

เคาะซื้อ Weekly Strategy: เจรจาไร้ความคืบหน้า ระเบียบโลกไม่แน่นอน เคาะซื้อกอง DAOL-DEFENSE (23 - 27 February 2026)

20 Feb 26 1:00 PM
สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 23 - 27 ก.พ. 2026
 
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์

ตราสารทุน

ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนในระยะสั้น แม้ความกังวลด้าน AI Disruption จะเริ่มผ่อนคลายลง แต่อาจยังไม่เพียงพอในการผลักดันให้หุ้นกลุ่ม Growth สามารถกลับมา Outperform กลุ่ม Value ได้ ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยสนับสนุน broadening ของผลตอบแทนทั้งในเชิงสไตล์และขนาดอยู่ ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อ หุ้นกลุ่ม Value มากกว่าหุ้นกลุ่ม Growth สำหรับการลงทุนระยะกลาง เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ หุ้น US Small Cap ได้แรงหนุนจาก Bond Yield ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน แนะนำทยอยสะสมหุ้นอินเดีย หลังบรรลุดีลการค้ากับสหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนระยะสั้น เราแนะนำลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นขนาดเล็กที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรค LDP ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มถลาย และหุ้นกลุ่ม Defense ที่ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่มีข้อสรุป

 

ตราสารหนี้

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดย Bond Yield ของตราสารหนี้ระยะสั้น หลังการเปิดเผย Fed Minutes มีโทนที่ Hawkish มากขึ้นจากคณะกรรมการที่เปิดทางทั้งการขึ้นและลดดอกเบี้ยตามข้อมูลของเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามตลาดยังคงประเมินว่าการลดดอกเบี้ยของเฟดจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน มิ.ย. – ก.ค. เช่นเดิม ทั้งนี้เรายังประเมินว่า Yield Curve ของพันธบัตรสหรัฐฯ จะยังคงเคลื่อนไหวในรูปแบบ Bullish Steepening จะหนุนให้ Bond Yield ของพันธบัตรระยะสั้น-กลาง ปรับตัวลดลงจากเฟดที่ยังอยู่ในวัฏจักรการลดดอกเบี้ย เรายังคงประเมินว่าตราสารหนี้อายุ 2–5 ปี เป็นช่วงอายุตราสารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนในภาวะปัจจุบัน

 
 สินทรัพย์ทางเลือก
 
ราคาทองคำยังไม่สามารถผ่านแนวต้าน 5,020–5,100 ได้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังตึงเครียด ช่วยพยุงให้ราคาทองคำสามารถทรงตัวอยู่ได้ในระดับสูง สำหรับการลงทุนระยะกลาง–ยาว แนะนำทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัว เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังเอื้อต่อราคาทองคำ และแนวโน้มหลักยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น

ด้าน REITs ไทยมีแนวโน้มได้รับปัจจัยบวกจากการใช้นโยบายการเงินของ ธปท. ที่ผ่อนคลายในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม Bond Yield ของสหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นในระยะสั้น อาจเป็นแรงกดดันให้ Bond Yield ไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ด้าน Global REITs ยังอาจถูกกดดันโดย Bond Yield ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นในระยะสั้นดังที่ได้กล่าวมา
[Theme Play] 
 
หุ้นอินเดีย: ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดียช่วยคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่ดำเนินมาหลายเดือน และเพิ่มความสามารถการแข่งขันทางการค้าของอินเดีย ซึ่งช่วยหนุน GDP อินเดียราว 0.2–0.3% ขณะที่ Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP อินเดียปี 2026 จาก 6.7% เป็น 6.9% เรามองว่าการบรรลุดีลครั้งนี้ช่วยคลาย overhang ที่กดดันตลาดหุ้นอินเดียมาหลายเดือนและทำให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นอินเดีย Laggard ตลาด EM โดยรวม ทั้งยังเป็นปัจจัยหนุน sentiment การลงทุนและช่วยสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินรูปีในระยะถัดไป ซึ่งช่วยหนุนกระแสเงินทุนและการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินเดียมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีต่ำกว่าตลาดหลักอื่นๆ ทำให้ได้รับผลกระทบจำกัดในช่วงที่ตลาดกังวลความเสี่ยงด้าน AI ขณะที่ Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียมี premium เทียบ MSCI Asia Pacific อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อน risk-reward ที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมในระยะกลาง-ยาว
 
หุ้น US Small Cap: หุ้นขนาดเล็กมีแนวโน้มเผชิญแรงผันผวนจาก sentiment ตลาด จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต อย่างไรก็ดี เรายังมองว่าหุ้นขนาดเล็กมีความทนทานต่อความผันผวนของตลาดโดยรวม และยังคงมีความน่าสนใจในเชิงปัจจัยพื้นฐาน โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นและค่อนข้างแข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อต่อหุ้นขนาดเล็กที่มีสัดส่วนรายได้จากภายในประเทศสูง และวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงช่วยให้ Yield curve มีแนวโน้มเป็น Bull steepening เอื้อต่อหุ้นขนาดเล็กเพราะบริษัทขนาดเล็กมักมีหนี้แบบลอยตัวและ duration สั้น จึงได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยตัวสั้นที่ลดลง ช่วยลดต้นทุนการเงินและหนุน valuation ให้มีโอกาส re-rate นอกจากนี้ ประมาณการกำไรของหุ้นขนาดเล็กถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นมีพื้นฐานรองรับ เราประเมินว่าแนวโน้มที่หุ้นขนาดเล็กจะทำผลตอบแทนโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ มีโอกาสดำเนินต่อและเห็นชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปี 2026 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของกำไรที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราเร่งและโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่ระดับ valuation ยังอยู่ในโซนที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ เราจึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดอ่อนตัวลง
 
China Technology: ดัชนี Hang Seng Tech Index (HSTECH) เปิดทำการเพียง 2 วันในสัปดาห์นี้ เนื่องในวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ดัชนีปรับตัวลดลงท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่เบาบาง ขณะที่ตลาดติดตามตัวเลขการใช้จ่ายช่วงเทศกาลเพื่อประเมินการบริโภคภายในประเทศ และการประชุม NPC ในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่อาจช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี Hang Seng Tech ขณะที่ระดับ valuation ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยดัชนีซื้อขายที่ FWD P/E ราว 20 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 22.8 เท่า ทั้งนี้ เราประเมินแนวรับสำคัญของดัชนี HSTECH ไว้บริเวณ 5,300 จุด

 
[Event Play] 
 
หุ้น Global Defense: การประชุม Munich Security Conference ซึ่งเป็นการประชุมด้านความมั่นคงระหว่างประเทศระดับโลก ผู้นำสหรัฐฯ และยุโรปต่างมีมุมมองตรงกันว่า ระเบียบโลกเดิมได้สูญสิ้นไปแล้ว และกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ ที่ยุโรปต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยผู้นำยุโรปส่งสัญญาณจะเพิ่มงบประมาณกลาโหม เพื่อสนับสนุนความมั่นคงภายในภูมิภาคของตน ในขณะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน ยังไม่คืบหน้าในประเด็นนิวเคลียร์ และการเจรจาระหว่างรัสเซีย–ยูเครนก็ยังไม่เป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้ตอกย้ำความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และอาจมีการปฏิบัติการทางทหารเพิ่มขึ้นในอนาคต ปัจจัยเหล่านี้ช่วยสนับสนุนหุ้นกลุ่ม Global Defense ที่จะได้รับประโยชน์จากงบกลาโหมที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ขณะที่ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นหนุนบรรยากาศการลงทุน จึงแนะนำเข้าลงทุนกองทุน Global Defense โดยอ้างอิง VanEck Defense ETF (DFNS) มีราคาเป้าหมายที่ 78 ดอลลาร์ 
 
หุ้น Japan Small Cap: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากผลการเลือกตั้งที่พรรค LDP ภายใต้การนำของ Sanae Takaichi ชนะ 316 จาก 465 ที่นั่ง ครองเสียงเกิน 2 ใน 3 ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและสามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง โดยสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2000 ชี้ว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นมักตอบสนองเชิงบวกหลังการเลือกตั้ง และในช่วงที่รัฐบาลมีอำนาจเข้มแข็ง ผลตอบแทนมักสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็งที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยพัฒนาการล่าสุดที่ Sanae Takaichi ได้รับการรับรองตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นทางการ และเตรียมเร่งผลักดันงบประมาณปี 2026 จะช่วยหนุนเศรษฐกิจและโมเมนตัมตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะถัดไป ในด้านปัจจัยพื้นฐาน กำไรบริษัทญี่ปุ่นถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็ก สะท้อน earnings cycle ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ดัชนี TOPIX Small ซื้อขายที่ FWD P/E ราว 15 เท่า ต่ำกว่าดัชนี TOPIX และ MSCI ACWI เปิดโอกาส re-rating เพิ่มเติม ในเชิงเทคนิคดัชนี TOPIX Small ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ทำ higher high และ higher low ต่อเนื่อง โมเมนตัมเป็นบวก และ risk–reward มีความน่าสนใจ แนะนำเข้าลงทุนหุ้นญี่ปุ่นขนาดเล็ก (TOPIX Small Index)

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5