สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 16-20 ก.พ. 2026
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนในระยะสั้น นำโดยความกังวลในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเกี่ยวกับ AI Disruption และการลงทุนขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันผลกำไรในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัวเป็นปัจจัยสนับสนุน broadening ของผลตอบแทนทั้งในเชิงสไตล์และขนาด สะท้อนว่าโครงสร้างของตลาดหุ้นขาขึ้นในภาพรวมยังไม่ถูกทำลาย ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อ หุ้นกลุ่ม Value มากกว่าหุ้นกลุ่ม Growth สำหรับการลงทุนระยะกลาง เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ หุ้น US Small Cap ได้แรงหนุนจาก Bond Yield ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน แนะนำทยอยสะสมหุ้นอินเดีย หลังบรรลุดีลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งมองเป็นปัจจัยหนุนเชิง sentiment และเสถียรภาพของค่าเงินรูปี สำหรับนักลงทุนระยะสั้น เราแนะนำลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นขนาดเล็กที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรค LDP ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มถลาย
ตราสารหนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกเริ่มแสดงสัญญาณอ่อนตัวลง นำโดย Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐฯที่ย่อตัวลงต่ำกว่า 4.2% ในขณะที่ Bond Yield ของญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงของการเลือกตั้งจบลงด้วยชัยชนะของ LDP อย่างถล่มถลาย ขณะที่ยุโรปและจีนเงินเฟ้อต่ำคาดช่วยกดดัน Bond Yield เราประเมินสถานการณ์นี้เป็นบวกต่อตราสารหนี้โดยรวม โดยเฉพาะ Bond Yield ของพันธบัตรระยะสั้น-กลาง เนื่องจาก Yield Curve ที่มีความชันสูงขึ้น เรายังคงประเมินว่าตราสารหนี้อายุ 2–5 ปี เป็นช่วงอายุตราสารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนในภาวะปัจจุบัน
สินทรัพย์ทางเลือก
ราคาทองคำยังไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 5,020–5,100 ได้ ขณะที่ความผันผวนของราคาทองคำระยะสั้นเริ่มชะลอลง สะท้อนแรง panic ที่เริ่มคลี่คลาย สำหรับการลงทุนระยะกลาง–ยาว แนะนำทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัว เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังเอื้อต่อราคาทองคำ และแนวโน้มหลักยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น
ด้าน REITs ไทยมีแนวโน้มได้รับปัจจัยบวกจากการใช้นโยบายการเงินของ ธปท. ที่ผ่อนคลาย และ Bond Yield ที่เริ่มปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับ Global REITs อย่างไรก็ตามเรายังคงประเมินว่า Bond Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวจะยังคงมีความผันผวนจากหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆ ที่สูง ซึ่งจะไม่สนับสนุนการลงทุนใน REITs มากเท่าที่ควร
[Theme Play]
หุ้นอินเดีย: ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลดภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียเหลือ 18% จาก 25% และเปิดทางลดอุปสรรคทางการค้าต่อสหรัฐฯ ข้อตกลงดังกล่าวช่วยคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่ดำเนินมาหลายเดือน และเพิ่มความสามารถการแข่งขันทางการค้าของอินเดีย ซึ่งช่วยหนุน GDP อินเดียราว 0.2–0.3% ขณะที่ Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP อินเดียปี 2026 จาก 6.7% เป็น 6.9% เรามองว่าการบรรลุดีลครั้งนี้ช่วยคลาย overhang ที่กดดันตลาดหุ้นอินเดียมาหลายเดือนและทำให้ผลตอบแทน Laggard ตลาด EM โดยรวม ทั้งยังเป็นปัจจัยหนุน sentiment การลงทุนและช่วยสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินรูปีในระยะถัดไป ซึ่งช่วยหนุนกระแสเงินทุนและการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินเดียมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีต่ำกว่าตลาดหลักอื่นๆ ทำให้ได้รับผลกระทบจำกัดในช่วงที่ตลาดกังวลความเสี่ยงด้าน AI ขณะที่ Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียมี premium เทียบ MSCI Asia Pacific อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อน risk-reward ที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมในระยะกลาง-ยาว
หุ้น US Small Cap: ในระยะสั้น หุ้นขนาดเล็กอาจเผชิญแรงกดดันจาก sentiment ตลาด จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต อย่างไรก็ดี เรายังมองว่าหุ้นขนาดเล็กมีความทนทานต่อความผันผวนของตลาดโดยรวม และยังคงมีความน่าสนใจในเชิงปัจจัยพื้นฐาน โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงและการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นและค่อนข้างแข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อต่อหุ้นขนาดเล็กที่มีสัดส่วนรายได้จากภายในประเทศสูง นอกจากนี้ ประมาณการกำไรของหุ้นขนาดเล็กยังถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นมีพื้นฐานรองรับจากการฟื้นตัวของปัจจัยพื้นฐาน เราประเมินว่าแนวโน้มที่หุ้นขนาดเล็กจะทำผลตอบแทนโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ มีโอกาสดำเนินต่อและเห็นชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปี 2026 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของกำไรหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กที่คาดว่าจะฟื้นตัวในอัตราเร่งและโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่ระดับ valuation ยังอยู่ในโซนที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ เราจึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กในจังหวะที่ตลาดอ่อนตัวลง
China Technology: ดัชนี Hang Seng Tech Index (HSTECH) ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ หลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของจีนที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งสร้างความกังวลต่อการบริโภคภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ PBOC ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ทั้งนี้ ต้องติดตามการประชุม NPC ในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่อาจช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี Hang Seng Tech ขณะที่ระดับ valuation ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยดัชนีซื้อขายที่ FWD P/E ราว 20 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 22.8 เท่า ทั้งนี้ เราประเมินแนวรับสำคัญของดัชนี HSTECH ไว้บริเวณ 5,300 จุด
[Event Play]
หุ้น Japan Small Cap: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากผลการเลือกตั้งที่พรรค LDP ภายใต้การนำของ Sanae Takaichi ชนะ 316 จาก 465 ที่นั่ง ครองเสียงเกิน 2 ใน 3 ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและสามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง โดยสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2000 ชี้ว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นมักตอบสนองเชิงบวกหลังการเลือกตั้ง และในช่วงที่รัฐบาลมีอำนาจเข้มแข็ง ผลตอบแทนมักสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็งที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ด้านปัจจัยพื้นฐาน กำไรบริษัทญี่ปุ่นถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็ก สะท้อน earnings cycle ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ดัชนี TOPIX Small ซื้อขายที่ FWD P/E ราว 15 เท่า ต่ำกว่าดัชนี TOPIX และ MSCI ACWI เปิดโอกาส re-rating เพิ่มเติม ในเชิงเทคนิคดัชนี TOPIX Small ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ทำ higher high และ higher low ต่อเนื่อง โมเมนตัมเป็นบวก และ risk–reward มีความน่าสนใจ แนะนำเข้าลงทุนหุ้นญี่ปุ่นขนาดเล็ก (TOPIX Small Index) ในลักษณะ Event Play ระยะสั้น (<6 เดือน) มองเป้าหมายดัชนี TOPIX Small ที่ 4,680 จุด และกำหนด Stop loss ที่ 3,955 จุด