สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 13 - 17 เม.ย. 2026
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
เราประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เริ่มคลี่คลายและมีโอกาสนำไปสู่การเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน มีแนวโน้มบรรลุข้อตกลง ซึ่งตลาดจะตีความว่า tail risk ด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ผ่านจุดสูงสุด (peak risk) แล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย เปิดทางให้ธนาคารกลาง โดยเฉพาะ Fed มีโอกาสกลับมาดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายในช่วง 2H26 และหนุนให้ bond yield ปรับลดลงตามทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการ re-rate ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยสัญญาณ de-escalation ยังช่วยหนุน risk sentiment และลดความกังวลต่อเศรษฐกิจชะลอตัว ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำลงทุนระยะสั้นในหุ้น Software จาก Sentiment การลงทุนที่ดูดีขึ้น สำหรับระยะกลางแนะนำหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก, หุ้นกลุ่ม Nuclear และหุ้นกลุ่ม Grid ที่มีแนวโน้มเติบโตดีจากพื้นฐานแข็งแกร่ง
ตราสารหนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ มีการย่อตัวลงต่อ หลังสงครามในตะวันออกกลางมีสัญญาณการเข้าสู่การเจรจา หนุนความคาดหวังว่า ราคาพลังงานจะปรับตัวลดลง หนุนให้เงินเฟ้อผ่อนคลายในระยะถัดไป อย่างไรก็ตามราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน ยังคงมีแนวโน้มให้ธนาคารกลางไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น อาจส่งผลให้ Bond Yield มีแนวโน้มผันผวนในระยะถัดไปได้ เรามองตราสารหนี้ระยะยาวมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น และยังคงแนะนำให้ถือตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี
สินทรัพย์ทางเลือก
ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวผันผวน โดยเราประเมินว่าในระยะสั้นมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ $4,500–$4,800 ทั้งนี้ sentiment ระยะสั้นได้แรงหนุนจากความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย จากสัญญาณคลี่คลายของความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ เราประเมินว่าระดับราคาใกล้ 4,500 เป็นโซนแนวรับเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสำหรับการทยอยสะสมในมุมมองระยะกลางถึงยาว ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ช่วยจำกัด downside และสนับสนุนแนวโน้มราคาทองคำในระยะยาว
ด้าน REITs ไทย และ Global REITs มีแนวโน้มฟื้นตัวจาก Bond Yield ค่อยๆ ลดลงหลังสถานการณ์สงครามผ่อนคลาย อย่างไรก็ตามราคาพลังงานทีอยู่ในระดับสูงอาจกดดันให้ Bond Yield ลดลงได้จำกัด ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนใน REITs
[Theme Play]
หุ้น Nuclear Energy: แนะนำเข้าลงทุนหุ้นกลุ่ม Nuclear Energy โดยได้แรงหนุนจากสัญญาณ de-escalation ระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านที่หนุน sentiment ตลาด ขณะที่นโยบายสหรัฐฯ ปี 2027 สะท้อนการ shift สู่พลังงานนิวเคลียร์และ Energy Security ผ่านการสนับสนุน SMR, nuclear fuel และ critical minerals สอดรับกับ AI power demand ระยะยาว ด้านเทคนิค NUKZ ETF ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน พร้อมสัญญาณ Buy จาก MACD สะท้อนโครงสร้างขาขึ้นยังแข็งแกร่ง ในเชิงพื้นฐาน กลุ่มนี้ได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของ demand ไฟฟ้า ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้าน valuation ตึงตัวน้อยลง จาก FWD P/E 32 เท่า ลงสู่ 23 เท่า ขณะที่ความเสี่ยงด้านพลังงานน้ำมันโลกยิ่งเร่งการลงทุนใน Nuclear ในระยะยาว
หุ้น Global Grid: ราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังเป็นแรงหนุนให้ทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะใน สหรัฐฯ ยุโรป และจีนที่กระแสการลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขยายตัวต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นกลุ่ม Global Grid ได้รับประโยชน์ในระยะถัดไป โดย Bloomberg คาดการณ์ว่า การลงทุนใน Grid ทั่วโลกจะเติบโตกว่า 10% ในช่วง 2025-2027 ช่วยหนุนการเติบโตของหุ้นในกลุ่ม โดยอ้างอิงจาก Bloomberg คาดการณ์ว่า EPS Growth ของดัชนี Nasdaq OMX Clean Edge Smart Grid Index จะเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ระดับราว 19% ในปีนี้
หุ้น US Small Cap: เราประเมินว่าสถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านที่เริ่มคลี่คลาย จะทำให้ตลาดมองว่า tail risk มีโอกาสผ่านจุดสูงสุด หนุนราคาน้ำมันและเงินเฟ้อทยอยลดลง เปิดทางให้ Fed สามารถผ่อนคลายนโยบายในช่วง 2H26 และกด bond yield ปรับลดลง เรามองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อการ re-rate ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กของสหรัฐฯ ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งจะได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นที่อิงกับ domestic demand อย่างหุ้นขนาดเล็ก ขณะเดียวกัน มาตรการ OBBBA ที่เพิ่ม Tax refund ยังช่วยหนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือนเพิ่มเติม ดังนั้น เราจึงปรับคำแนะนำหุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ จาก Hold เป็น Buy โดยมองว่าจะได้แรงหนุนทั้งจากทิศทาง bond yield ที่ปรับลง และความคาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่เพิ่มขึ้นในระยะถัดไป
หุ้นอินเดีย: แม้ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านจะหนุน sentiment การลงทุนในระยะสั้น และเปิดโอกาสให้ตลาดหุ้นอินเดียฟื้นตัวหลังเผชิญแรงกดดันจากสงคราม อย่างไรก็ตาม ในมุมมองระยะกลาง–ยาว เรายังคงมีความระมัดระวัง เนื่องจากการยุติความขัดแย้งไม่ได้หมายความว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงสู่ระดับก่อนเกิดสงครามด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูงราว 90% อินเดียจึงยังมีความเสี่ยงด้านดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินรูปีอ่อนค่า ซึ่งอาจกดดัน sentiment และ Fund flow หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องดังนั้น แม้มี catalyst เชิงบวกในระยะสั้น เรายังคงมุมมองระมัดระวังต่อหุ้นอินเดียในระยะถัดไป
[Event Play]
หุ้น Software: แนะนำเข้าลงทุนหุ้นกลุ่ม Software โดยได้แรงหนุนจาก sentiment ตลาดที่เริ่มดูดีขึ้น หลังสัญญาณ de-escalation ระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน ด้านเทคนิค IGV ETF ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่ม Software เริ่มสร้างฐาน โดยหยุดทำ lower low เคลื่อนไหวในกรอบ sideway พร้อมรูปแบบ Double bottom และ RSI ทำ higher low สะท้อนโมเมนตัมที่ฟื้นตัว ในเชิงพื้นฐาน กลุ่ม Software ผ่านช่วง Expectation Reset จาก AI disruption แล้ว ทำให้ valuation ปรับลงสู่ระดับน่าสนใจ (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย -2 S.D.) ทำให้ downside ต่อจากนี้มีโอกาสเริ่มจำกัด ในด้าน earnings revision เริ่มเห็นสัญญาณของ stabilizing มากขึ้นจากที่ก่อนหน้าโดน revised down ต่อเนื่อง สะท้อนผลของ AI Disruption ที่สะท้อนไปในราคาและการเติบโตของกำไรไปพอสมควรแล้ว จึงทำให้ risk-reward อยู่ในระดับน่าสนใจ และคาดหวังการ re-rating ในระยะสั้น จาก sentiment ที่ดูดีขึ้น