สรุปภาพรวมการลงทุนสัปดาห์นี้
สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นโลกอ่อนตัวลงเล็กน้อย จากแรงขายทำกำไรในช่วงปลายสัปดาห์ โดยในฝั่งของสหรัฐดัชนีหลักอย่าง S&P500 ทำจุดสูงสุดใหม่ระหว่างสัปดาห์ หนุนโดยผลประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิฯ ที่ออกมาดี (กลุ่มเทคฯ +1.1% WoW) สะท้อนมุมมองตลาดที่ให้น้ำหนักต่อผลประกอบการ และมองข้ามการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยังไม่ได้ข้อยุติ หลัง ปธน. ทรัมป์ ประกาศขยายการหยุดยิงกับอิหร่านแบบไม่มีกำหนด แม้การเจรจารอบล่าสุดล่ม เนื่องจากอิหร่านปฏิเสธเข้าร่วม ด้านช่องแคบฮอร์มุซยังปิดต่อไปทั้งจากฝั่งสหรัฐและอิหร่าน สะท้อนสถานการณ์ที่ยังคงเปราะบางในระยะถัดไป โดยเฉพาะต่อราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้นได้จากอุปทานที่ตึงตัว ด้าน Kevin Warsh ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน Fed ได้ย้ำความมุ่งมั่นในการปกป้องความเป็นอิสระของ Fed ซึ่งแถลงการณ์โดยสรุปบ่งชี้ว่า Warsh ค่อนข้างเข้มงวดต่อเงินเฟ้อมากกว่าที่ตลาดคาด ด้านยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือน มี.ค. +1.7%MoM เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนและสูงกว่าตลาดคาด สะท้อนว่าการใช้จ่ายผู้บริโภคยังแข็งแกร่ง แม้เผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน ตลาดหุ้น EM อ่อนตัวลงเช่นกัน จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงเปราะบาง หนุนราคาน้ำมันยืนในระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันประเทศเอเชียซึ่งนำเข้าจากภูมิภาคนี้เป็นหลัก อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังปรับตัวขึ้นได้ในทิศทางเดียวกับหุ้นเทคฯ ในสหรัฐ ในส่วนของประเทศไทย Moody’s ปรับ outlook จาก Negative เป็น Stable และคงเรตติ้ง Baa1 จากความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ ที่คลี่คลาย การลงทุนเอกชนเริ่มฟื้น และเสถียรภาพการเมืองดีขึ้น อย่างไรก็ดีไทยยังมี downside จากราคาน้ำมันสูง หนี้สาธารณะใกล้เพดาน และศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่ยังอ่อนแอ สัปดาห์นี้ SET Index อ่อนตัวลง 1.9% WoW
ตลาดหุ้นโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา (1) ปธน. ทรัมป์ ประกาศขยายการหยุดยิงกับอิหร่านแบบไม่มีกำหนด แต่ยังเดินหน้าบังคับใช้การปิดล้อมทางทะเลต่อไป (2) Kevin Warsh ย้ำปกป้องความเป็นอิสระของ Fed หนุนลดงบดุลแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องการปรับวิธีการประเมินเงินเฟ้อและประเมินตลาดแรงงานใกล้เต็มศักยภาพ (3) ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือน มี.ค. เพิ่มขึ้น +1.7%MoM เติบโตแข็งแกร่ง
ตลาดหุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา (1) Moody’s ปรับ outlook ไทยจาก Negative เป็น Stable และคงเรตติ้ง Baa1 จากความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ ที่คลี่คลาย การลงทุนเอกชนเริ่มฟื้น และเสถียรภาพการเมืองดีขึ้น (2) ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ก.คลัง เตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ในช่วงเดือน พ.ค.-ต.ค. (3) ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มี.ค. ลดลงสู่ 88.6 จาก 90.0 เดือนก่อน
ตลาดพันธบัตร
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับขึ้นที่ 4.33% ขณะที่ระยะสั้น 2 ปีเพิ่มขึ้นที่ 3.83% ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ย 2-10 ปี อยู่ที่ 50 bps
ผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.14% ขณะที่ระยะสั้นอายุ 2 ปี เพิ่มขึ้นมาที่ 1.24% ส่วนนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่ 6,488 ล้านบาท
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
ราคาน้ำมัน Brent ปรับขึ้น 5.7%WoW สู่ US$105.07/bbl การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านไม่คืบหน้า และอิหร่านกลับมาโจมตีเรือบรรทุกสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ด้านราคาทองคำ (Spot) ลดลง 1.7%WoW สู่ 4,704.07 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) แข็งค่าที่ 98.81 จุด ด้านค่าเงินยูโรอ่อนตัวที่ 1.17 ดอลลาร์ต่อยูโร ด้านค่าเงินเอเชีย ค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 32.47 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าที่ 159.72 เยน และเงินหยวนทรงตัวที่ระดับ 6.83 หยวน