Special Report - Thai Stocks

สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็น MOU ยุติศึก ปลดล็อกซัพพลายเชนโลก หนุนตลาดสินทรัพย์เสี่ยง

By ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล|18 Jun 26 9:58 AM
US&Iran
สรุปสาระสำคัญ

📌 FACT : สหรัฐฯ-อิหร่านเซ็น MoU ยุติสงครามชั่วคราวแล้ว เปิดช่องแคบแลกปลดคว่ำบาตร

ล่าสุด ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ  และ ปธน. มาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ทางระบบดิจิทัลแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศที่เปิดฉากมาตั้งแต่ 28 ก.พ. 69 โดยจะมีผลบังคับใช้ในทันที ทั้งนี้มีข้อแลกเปลี่ยนสำคัญ คือ อิหร่านยินยอมเจือจางยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านทันที รวมทั้งจะเตรียมอำนวยความสะดวกในการปล่อยเงินทุนฟื้นฟู 3 แสนล้านดอลลาร์ (สนับสนุนจากชาติต่างๆ ในภูมิภาค) เมื่อบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบาง เนื่องจากข้อตกลงนี้ยังเผชิญกระแสคัดค้านจากนักการเมืองภายในสหรัฐฯ (พรรครีพับลิกันวิจารณ์ว่าหละหลวม) และ ปธน. ทรัมป์ยังขู่พร้อมที่จะกลับมาใช้มาตรการทางทหารหากอิหร่านละเมิดข้อตกลง จึงถือเป็นเพียงข้อตกลงชั่วคราวเพื่อซื้อเวลาในการเจรจารายละเอียดเชิงลึกต่อไป

📈 IMPACT : ปลดล็อกปัญหา Supply Chain หนุนบรรยากาศสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-on)

InnovestX มองว่า การเซ็น MOU อย่างเป็นทางการข้างต้น ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-on) พร้อมทั้งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกในระยะถัดไป ซึ่งสะท้อนได้จากเช้านี้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับลง 1.6% แตะระดับ US$75.5/bbl ส่วน Brent ปรับลง 0.3% แตะ US$78.5/bbl สวนทางตลาดสินทรัพย์เสี่ยงที่ตอบรับเชิงบวก โดย DJIA Futures ปรับขึ้น 0.6% (+325 จุด) และ NASDAQ +1.3% (+400 จุด)

ทั้งนี้ในส่วนของภาคเศรษฐกิจจริงมองว่า การทยอยเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะช่วยปลดล็อกวิกฤตห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีนัยสำคัญ เพราะช่องแคบฮอร์มุซนอกจากเป็นทางผ่านของอุปทานพลังงาน (น้ำมัน และ LNG) จากตะวันออกกลางคิดเป็น 20% ของอุปทานโลก ยังเป็นแหล่งทางผ่านของวัตถุดิบต้นน้ำในอุตสาหกรรมสำคัญอื่นๆ เช่น ปุ๋ย, อะลูมิเนียม, เม็ดพลาสติก, สารเคมีสำหรับผลิตเคมีภัณฑ์, ก๊าซฮีเลียมสำหรับผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

สำหรับอุปทานน้ำมัน Wood Mackenzie ประเมินว่า อุปทานน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่เคยหยุดชะงักไปราว 10 ล้านบาร์เรล/วัน จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยช่วง 3 เดือนแรกหลังเปิดช่องแคบฯ คาดอุปทานจะกลับมาได้ราว 70% และช่วง 6 เดือนแรกจะกลับมาได้ราว 90% เนื่องจากมีเรือขนส่งสินค้าจำนวนมากจอดลอยลำรออยู่ ประกอบกับ มีน้ำมันดิบที่ผลิตสะสมไว้ในช่วงสงครามพร้อมส่งออก โดยประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าอิรัก ทว่าความเร็วในการฟื้นตัวยังคงมีความเสี่ยงจากกระบวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการจัดระเบียบเดินเรือใหม่

ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูปจากโรงกลั่นในตะวันออกกลาง ซึ่งประเมินว่ามีกำลังการผลิตหายไปราว 3.52 ล้านบาร์เรล/วัน (3.5% ของอุปทานโลก) เพราะได้รับความเสียหายจากการโจมตีตอบโต้โดยอิหร่านนั้น คาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายเดือนถึงหลักปีในการซ่อมบำรุง เช่นเดียวกับโรงผลิต LNG Ras Laffan ของกาตาร์ที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีได้รับความเสียหายหนักเช่นกัน จนกระทบต่อการส่งออก LNG ราว 12.8 ล้านตัน/ปี (3.4% ของอุปทานโลก) คาดต้องใช้เวลาในการซ่อมบำรุงยาวนานถึง 3-5 ปี

 

🎯  ACTION : ชะลอพลังงานต้นน้ำ และเก็งกำไรกลุ่ม Anti-Oil & Reopening Play

InnovestX มองว่า ในเชิงโครงสร้างพลังงาน คาดอุปทานน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวได้รวดเร็วในระยะสั้นจะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ ในเชิงกลยุทธ์จึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) ออกไปก่อน ขณะที่กลุ่มโรงกลั่น แม้ระยะสั้นจะได้รับผลกระทบจากผลขาดทุนสต็อกตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับลง แต่ในเชิงกลยุทธ์มองว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงเป็นโอกาสทยอยเข้าสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว (BCP TOP) เนื่องจากค่าการกลั่นยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง จากการที่โรงกลั่นในแถบตะวันออกกลางได้รับความเสียหายรุนแรงและต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานเป็นปี ประกอบกับ สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ส่วนอุปทานก๊าซ LNG แม้ 3.4% ของอุปทานโลกจะเผชิญความเสียหาย แต่คาดจะถูกชดเชยด้วยอุปทานใหม่จากสหรัฐฯ ที่มีแผนเริ่มผลิตในปี 2026 รวม 15 ล้านตัน/ปี (4.3% ของอุปทานโลก) ซึ่งมากกว่าส่วนที่เสียหายไป ส่งผลให้ราคา LNG มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งจะเป็นบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าที่จะมีต้นทุนก๊าซลดลง

นอกจากนี้การปรับตัวลงของราคาน้ำมันยังเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ดังนั้นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรสั้น (Tactical Play) เพื่อเกาะไปกับรอบการปรับขึ้นของตลาดในกลุ่ม Anti-Oil & Reopening Play ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่ลดลงและการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังสิ้นสุดสงคราม โดยเน้นหุ้นที่ราคายังต่ำกว่าก่อนเกิดสงคราม อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC) การแพทย์ (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) และท่องเที่ยว (MINT CENTEL) 

อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไปตลาดยังต้องจับตารายละเอียดการเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ในกรอบเวลา 60 วันหลังจากนี้อย่างใกล้ชิด

 

#InnovestX Investment Strategy & Research

Author
Slide2
ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5