สรุปสาระสำคัญ
คงเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้า (ภายในปี 2028)
- การขยายพอร์ตโฟลิโอ: ตั้งเป้ามีโรงแรมรวมประมาณ 850 แห่ง (จาก 636 แห่งในปี 2025) และร้านอาหาร 4,150 สาขา (จาก 2,746 สขาในปี 2025) เน้นในการขยายแบบ Asset-light คือการรับบริหารโรงแรม (ในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) และการขยายสาขาแฟรนไชส์ร้านอาหาร (ในอินโดนีเซียและอินเดีย) นอกจากนี้ MINTยังเน้นการขยาย Branded Residences ทั้งโครงการที่ลงทุนเองและโครงการที่เป็นการให้สิทธิใช้ชื่อแบรนด์ (Fee-based)
- เป้าหมายทางการเงิน: ตั้งเป้ารายได้เติบโตในอัตรา High Single-Digit ต่อปี กำไรเติบโต 15-20% ต่อปี
รายละเอียดการจัดตั้ง REIT
- คาดว่าจะเกิดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เนื่องจากมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนมากกว่า
- ตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินรวมประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้กระบวนการรวดเร็วขึ้นและเลือกเฉพาะสินทรัพย์ที่เหมาะสม)
- ทรัพย์สินที่จะใส่เข้าไปใน REIT เบื้องต้นมี 14 แห่ง แบ่งเป็น 12 แห่งในยุโรป และ 2 แห่งในไทย
- MINT จะยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 49% และยังคงมีอำนาจควบคุม รวมถึงการรวมงบการเงิน
- ผลตอบแทน (Yield) คาดอยู่ในช่วง 6% กว่าๆ เพื่อให้แข่งขันได้กับ REIT กลุ่มโรงแรมในสิงคโปร์ โดย Yield นี้จะต่ำกว่าต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) ของบริษัทที่ 8-9%
- MINT จะนำเงินที่ได้ส่วนใหญ่ไปชำระคืนหนี้ เพื่อลดภาระหนี้และดอกเบี้ย และบางส่วนจะใช้เพื่อการขยายธุรกิจแบบ Asset-Light ต่อไป MINT ตั้งเป้าอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) ให้อยู่ในช่วง 0.75 - 0.85 เท่าในปี 2026 (จาก 0.86 เท่าในปี 2025)
มุมมองของเรา
- เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ MINT ราคาเป้าหมาย 36 บาท
- ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงวันนี้เรามองเป็นจังหวะในการเข้าสะสมหุ้นได้ เพราะภาพการดำเนินงานยังโตได้ต่อเนื่อง แม้ว่าไตรมาสแรกมักจะเป็นไตรมาสที่ MINT มีกำไรต่ำสุด เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยวในยุโรป (68% ของรายได้) แต่เราคาดว่าจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ โครงการซื้อหุ้นคืนของ MINT (3 ธ.ค. 2025 – 2 มิ.ย. 2026) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพยุงราคาหุ้นได้