สรุปสาระสำคัญ
ความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้นแรงทำให้เกิดวิกฤตต้นทุนชิปความจำและวัสดุฐานรองแผ่นวงจรพิมพ์ขาดแคลน ภาพนี้ส่งผลให้ซัพพลายเออร์ต้นน้ำพากันปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงกดดันเชิงลบต่ออัตรากำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมปลายน้ำ จนกดดันให้บริษัทเทคฯใหญ่อย่าง Apple จำเป็นต้องเตรียมปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ตามไปด้วย ส่งผลให้กลุ่มบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบขั้นต้นที่มีอำนาจในการกำหนดราคาสูง กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากภาวะอุปทานตึงตัวในครั้งนี้
Apple เตรียมปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์หลังจากเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนชิปความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลที่ซัพพลายเออร์ส่งต่อมาให้เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่ง Tim Cook ประธานเจ้าหน้าที่บริหารยอมรับว่าการปรับขึ้นราคาเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากต้นทุนในปัจจุบันสูงเกินกว่าที่บริษัทจะแบกรับได้อีกต่อไป
- สาเหตุจากความต้องการ AI เพิ่ม: บริษัทเทคโนโลยีด้าน AI (เช่น Google, Microsoft, Meta, Amazon) มีความต้องการชิปความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI สูงมาก ทำให้ราคาชิปทั้ง DRAM และ NAND พุ่งขึ้นถึง 4 เท่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลให้สินค้าขาดแคลนและผลักดันให้หุ้นของบริษัทผู้ผลิตชิป (เช่น Micron, SK Hynix, Kioxia) ทะยานขึ้นอย่างมหาศาล
การปรับขึ้นราคาของ supplier
1. ฝั่งผู้ผลิตและวัตถุดิบต้นน้ำ
- การปรับขึ้นราคาของซัพพลายเออร์รายใหญ่: Kingboard Laminates Holdings Ltd ผู้ผลิตวัสดุต้นน้ำรายใหญ่ประกาศปรับขึ้นราคาวัสดุฐานรองสำหรับแผ่นวงจรพิมพ์สองชนิดขึ้นร้อยละสิบห้า
- ปัจจัยสนับสนุนด้านต้นทุน: การปรับราคาขึ้นมีสาเหตุมาจากต้นทุนทองแดงในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับราคาผ้าใยแก้วอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและภาวะอุปทานตึงตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตแผ่นคอปเปอร์แคลดลามิเนต
- การปรับราคาอย่างต่อเนื่อง: การประกาศครั้งนี้นับเป็นการปรับขึ้นราคารอบที่ห้าของ Kingboard Laminates Holdings Ltd ภายในปีนี้ ส่งผลให้ราคาสะสมโดยรวมพุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 50%
- ฝั่งผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำและชิปความจำ
- วิกฤตการณ์ชิปความจำตึงตัว: ราคาซื้อขายชิปความจำทั้งประเภทหน่วยความจำชั่วคราวและหน่วยความจำถาวรพุ่งสูงขึ้นถึงสี่เท่า เนื่องจากการขยายตัวของระบบเซิร์ฟเวอร์ปัญญาประดิษฐ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ส่งผลให้ผู้ผลิตชิปชั้นนำอย่าง Micron Technology Inc และ SK Hynix Inc ต้องโยกกำลังการผลิตไปป้อนตลาดปัญญาประดิษฐ์ จนทำให้ชิปสำหรับฝั่งอุปกรณ์ไอทีของผู้บริโภคทั่วไปเกิดการขาดแคลนอย่างรุนแรง
ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ของ Apple
- สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ราคาสูงขึ้น: TechInsights ประเมินว่าหาก Apple Inc. ผลักภาระต้นทุนทั้งหมดให้แก่ผู้บริโภคเพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นเท่าเดิม อาจทำให้ iPhone 18 Pro รุ่นถัดไปที่มีกำหนดการเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ มีราคาแพงขึ้นประมาณสองร้อยเจ็ดสิบดอลลาร์สหรัฐหรือราวเก้าพันถึงหนึ่งหมื่นบาท
- ผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นปรับราคาล่วงหน้า: การปรับราคาของคอมพิวเตอร์ Mac และแท็บเล็ต iPad อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าสมาร์ตโฟน สะท้อนจากการที่บริษัทได้ปรับราคาเริ่มต้นของ Mac Mini ขึ้นอย่างเงียบๆ ไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา
- ความต้องการใช้งานความจำในตัวเครื่องเพิ่มขึ้น: บริษัทยังเผชิญความกดดันซ้ำสองจากการที่ระบบ Apple Intelligence ที่มาพร้อมกับ Siri เวอร์ชันยกเครื่องใหม่ จำเป็นต้องใช้หน่วยความจำชั่วคราวในตัวเครื่องที่สูงขึ้นเพื่อรองรับการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพ
แนวทางการแก้ไขของ Apple
- ใช้กระแสเงินสดสำรองเข้าช่วย: บริษัทพร้อมใช้สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งในการทำสัญญาจ่ายเงินล่วงหน้าหรือเซ็นสัญญาระยะยาวเพื่อสำรองโควตาการผลิตกับซัพพลายเออร์หลักอย่าง Micron Technology Inc
- ปฏิเสธการสร้างโรงงานผลิตเอง: Tim Cook ยืนยันว่าบริษัทจะไม่มีนโยบายใช้เงินสดไปกับการสร้างโรงงานผลิตชิปความจำด้วยตนเอง เนื่องจากต้องการมุ่งเน้นในสิ่งที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญหลักเท่านั้น
- พิจารณาแหล่งซัพพลายจากประเทศจีน: เมื่อประเมินถึงข้อจำกัดด้านความมั่นคงในการใช้ชิปจากจีน ผู้บริหารระดับสูงระบุว่าพร้อมเปิดกว้างและพิจารณาแหล่งซัพพลายจากทุกแหล่งภายใต้ข้อกำหนดที่เหมาะสม
- มุมมองเชิงเปรียบเทียบ: จากประสบการณ์ทำงานในแวดวงซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าสี่สิบปี Tim Cook ระบุว่าไม่เคยเห็นราคาวัตถุดิบผันผวนรุนแรงขนาดนี้มาก่อน และเปรียบเทียบวิกฤตครั้งนี้ว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม
มุมมองของ InnovestX
เราประเมินว่า
- กลุ่มปลายน้ำเผชิญแรงกดดันทางต้นทุน: กลุ่มอุตสาหกรรมปลายน้ำโดยเฉพาะผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปและผู้รับจ้างประกอบชิ้นส่วน กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนชิปความจำและแผ่นวงจรที่ขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเข้าไปกดดันอัตรากำไรขั้นต้น เช่น AAPL Nintendo HP DELL
- กลุ่มต้นน้ำและผู้ผลิตชิปได้รับประโยชน์สูงสุด: ในทางกลับกัน สถานการณ์นี้ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำและผู้ผลิตชิ้นส่วนขั้นพื้นฐานที่มีอำนาจในการกำหนดราคา กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดเนื่องจากได้รับแรงหนุนจากราคาขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามอุปทานในตลาดที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น Micron Technology, Samsung และ SK Hynix ในฐานะผู้ผลิตชิปความจำ ตลอดจน Kingboard Laminates Holdings Ltd และ Shengyi Technology Co Ltd ในฐานะผู้ผลิตวัสดุแผ่นวงจรพิมพ์ขั้นต้นในฝั่งประเทศจีน