สรุปสาระสำคัญ
Microsoft ประสบความสำเร็จในธุรกิจ AI ในจีน โดยเฉพาะ ByteDance ที่จ่อใช้จ่ายกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ต้องให้เชื่อมต่อผ่านศูนย์ข้อมูลต่างประเทศเพื่อป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเปิดตัว Copilot Cowork ในกลุ่ม Agentic AI และปรับราคาเป็นระบบคิดตามการใช้งานจริงเพื่อบริหารต้นทุน รวมถึงอยู่ระหว่างทดสอบโมเดล DeepSeek V4 เพื่อเป็นทางเลือกราคาประหยัด นอกจากนี้ได้เปิดตัวคอมพิวเตอร์ Surface รุ่นใหม่ชิป Qualcomm Snapdragon X2 รองรับการประมวลผล AI บนอุปกรณ์
1. การเติบโตของธุรกิจ AI ในประเทศจีน
Microsoft สามารถสร้างรายได้ในระดับสูงจากการให้บริการโมเดลปัญญาประดิษฐ์แก่บริษัทใหญ่ในประเทศจีน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดและการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน
- กลุ่มลูกค้ารายใหญ่: ByteDance ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน โดยมีแนวโน้มยอดใช้จ่ายด้านบริการ AI และระบบคลาวด์สูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นอกจากนี้ยังมี Tencent, Meituan และ Ant Group เป็นกลุ่มผู้ใช้บริการรายสำคัญ
- มาตรการป้องกันความเสี่ยง: เพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการคัดลอกโมเดล Microsoft จึงไม่มีนโยบายโฮสต์โมเดล AI ในศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ภายในประเทศจีน แต่กำหนดให้คู่ค้าเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังศูนย์ข้อมูลในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ แทน
- ประเด็นความขัดแย้ง: การดำเนินธุรกิจดังกล่าวเผชิญกระแสวิพากษวิจารณ์จากฝ่ายนิติบัญญัติและผู้บริหารเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เนื่องจากมองว่าการพัฒนา AI ของจีนอาจเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม รายได้จากส่วนงานในจีนนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 5% ของรายได้รวมทั้งหมดของ Microsoft ในปี 2024
2. เปิดตัว AI Agent Copilot Cowork และการเปลี่ยนโมเดลราคา
Microsoft ได้เปิดตัวเครื่องมือปฏิบัติการรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ Copilot Cowork ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Agentic AI มีคุณสมบัติในการดำเนินงานสำนักงานที่มีความซับซ้อนแทนมนุษย์ได้อย่างอิสระ เช่น การประมวลผลและเปรียบเทียบเอกสารพร้อมกันจำนวน 4,000 ฉบับ, การร่างเอกสาร และการบริหารจัดการระบบอีเมล
- การปรับโครงสร้างราคาตามการใช้งานจริง: นับเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่ Microsoft ปรับเปลี่ยนระบบการเรียกเก็บค่าบริการจากรูปแบบเหมาจ่ายรายเดือน มาเป็นการคำนวณตามปริมาณการใช้พลังงานประมวลผลจริง เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนทรัพยากรที่สูงของระบบ AI Agent
- การทดสอบโมเดล DeepSeek เพื่อบริหารต้นทุน: ปัจจุบันระบบปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินงานผ่านโมเดลของ Anthropic และ GPT-5.5 ทว่า Microsoft อยู่ระหว่างการทดสอบโมเดล DeepSeek V4 ซึ่งเป็นโมเดล Open-source สัญชาติจีน เพื่อเป็นทางเลือกราคาประหยัดให้กับลูกค้า โดยจะโฮสต์อยู่บนระบบคลาวด์ Azure ของบริษัทเองเพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล
3. เปิดตัวฮาร์ดแวร์ตระกูล Surface รุ่นใหม่
Microsoft ได้เปิดตัวคอมพิวเตอร์ตระกูล Surface รุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการสถาปัตยกรรมชิปที่รองรับการประมวลผลเทคโนโลยี AI บนอุปกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ฮาร์ดแวร์ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon X2: ผลิตภัณฑ์ Surface Pro และ Surface Laptop ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ชิปประมวลผล X2 ของ Qualcomm ซึ่งมีหน่วยประมวลผลประสาทประสิทธิภาพสูงรองรับการทำงานได้สูงสุดถึง 80 TOPS ช่วยเพิ่มความเร็วในการใช้งานฟีเจอร์ AI เช่น Live Caption และการประมวลผลภาพและเสียงในระบบวิดีโอคอล
- Surface Pro: ประสิทธิภาพด้านกราฟิกเพิ่มขึ้น 53%, ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 5 ชั่วโมง และมีการปรับปรุงการออกแบบชั้นสัมผัสของหน้าจอ OLED เพื่อลดปัญหาความไม่สม่ำเสมอของเม็ดสีจากรุ่นก่อนหน้า โดยมีราคาเริ่มต้น 1,499 ดอลลาร์สหรัฐ
- Surface Laptop: ประสิทธิภาพด้านกราฟิกเพิ่มขึ้น 58%, เพิ่มความละเอียดหน้าจอสำหรับรุ่น 15 นิ้ว, ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 19-20 ชั่วโมง และปรับปรุงระบบแทร็กแพดให้รองรับการตอบสนองเชิงสัมผัสแบบใหม่ โดยมีราคาเริ่มต้น 1,599 ดอลลาร์สหรัฐ
- ผลิตภัณฑ์รุ่นระดับสูง: บริษัทได้เผยโฉม Surface Laptop Ultra ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล Nvidia RTX Spark ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับกลุ่มผู้สร้างสรรค์เนื้อหาระดับสูง โดยมีกำหนดการวางจำหน่ายภายในปีนี้
มุมมองของ InnovestX
แม้ Microsoft จะยังพัฒนาเทคโนโลยี AI เข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ในระยะยาวได้อย่างแกร่ง อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นมองว่ามีแรงกดดันและ Sentiment ลบจาก
- ความเสี่ยงทางการเงินจากบริษัทพันธมิตร: ปัญหาผลประกอบการของ OpenAI ที่มีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อาจส่งผลกระทบและเพิ่มความเสี่ยงทางการเงินต่อ Microsoft ในฐานะผู้ค้ำประกันหลัก
- ข้อจำกัดด้านการพัฒนาโมเดลของตนเอง: โครงสร้างธุรกิจ AI ของบริษัทยังคงต้องพึ่งพาการจ้างภายนอกและการเป็นพันธมิตรกับบุคคลที่สามเป็นหลัก โดยยังไม่มีโมเดลที่พัฒนาขึ้นเองอย่างเบ็ดเสร็จในลักษณะเดียวกับคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Alphabet หรือ Amazon ซึ่งอาจส่งผลต่อความยืดหยุ่นและการบริหารต้นทุนในอนาคต
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้ราคาหุ้น MSFT ปรับตัวขึ้นจำกัดกว่าคู่แข่งในช่วงระยะสั้น ขณะที่ระยะกลาง-ยาว เรายังมองบวกจากแบรนด์และฐานลูกค้าที่แกร่ง ประกอบกับมีระบบนิเวศน์ที่ครบวงจร