สรุปสาระสำคัญ
Moore Threads, Hygon และ JCET ให้แนวโน้มผลประกอบการ 1H26 แข็งแกร่ง จากความต้องการชิปประมวลผล ศูนย์ข้อมูล AI และบริการบรรจุชิปขั้นสูงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงนโยบายลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นหลายบริษัทกลับลดลงหลังประกาศตัวเลขที่ดี สะท้อนว่านักลงทุนรับรู้การเติบโตล่วงหน้าไปมากแล้ว ระยะต่อไปตลาดจะให้ความสำคัญกับอัตรากำไร กระแสเงินสด และความสามารถในการรักษาการเติบโตมากกว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นจากฐานต่ำเพียงอย่างเดียว
1) Moore Threads โตเร็วจากชิปประมวลผลและระบบ AI ขนาดใหญ่
- Moore Threads คาดรายได้ 1H26 อยู่ที่ 1.65–1.75 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 135–149% YoY จากความต้องการชิปประมวลผลกราฟิกแบบครบวงจร และการนำระบบประมวลผล Kua’e ไปใช้งานเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น
- ชิปเรือธง MTT S5000 เริ่มผลิตในปริมาณมาก และบริษัทระบุว่าสามารถรองรับทั้งการฝึกและใช้งานแบบจำลอง AI ขนาดระดับล้านล้านตัวแปร โดยมีประสิทธิภาพใกล้เคียงระบบต่างประเทศในระดับเดียวกัน
2) Hygon ได้ประโยชน์จากชิปประมวลผลกลางและตัวเร่ง AI
- Hygon คาดรายได้ 1H26 อยู่ที่ 8.5–9.3 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 56–70% YoY ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1.70–1.83 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 74–85% YoY
- แรงหนุนมาจากการพัฒนาแบบจำลอง AI ที่รวดเร็วขึ้น การใช้งานตัวช่วยอัจฉริยะในวงกว้าง และการเปลี่ยนมาใช้ชิปภายในประเทศ ทำให้บริษัทสามารถขยายตลาดชิปประมวลผลระดับสูงและการ์ดเร่งการคำนวณได้ต่อเนื่อง
3) JCET รับอานิสงส์จากการบรรจุชิปขั้นสูง
- JCET คาดกำไรสุทธิ 1H26 อยู่ที่ 770–950 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 63–102% YoY โดยได้แรงหนุนจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI การใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น การเพิ่มสัดส่วนบริการบรรจุชิประดับสูง และการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น
- บริษัทประกาศลงทุน 7.8 พันล้านหยวน เพื่อเพิ่มกำลังผลิตบรรจุชิปขั้นสูง โดยระยะแรกคาดแล้วเสร็จใน 2H28 เพื่อรองรับชิป AI อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับสูง และรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนว่าการเติบโตของ AI ส่งผ่านจากผู้ออกแบบชิปไปยังผู้ให้บริการผลิตและบรรจุชิปด้วย
4) ข้อจำกัดของ Nvidia เปิดพื้นที่ให้ชิปจีน
- ข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ ทำให้ Nvidia ไม่สามารถจำหน่ายชิปขั้นสูงบางรุ่นในจีนได้เต็มที่ ส่งผลให้ Moore Threads, Hygon และผู้ผลิตชิปจีนรายอื่นเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อทดแทนช่องว่างดังกล่าว
- ความต้องการหลักมาจากผู้ให้บริการคลาวด์ บริษัทอินเทอร์เน็ต หน่วยงานรัฐ และศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งต้องการสร้างระบบภายในประเทศและลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
5) ผลประกอบการดี แต่ราคาหุ้นไม่ตอบรับ
- แม้แนวโน้มรายได้และกำไรแข็งแกร่ง หุ้น Moore Threads, Hygon และ JCET กลับลดลงตามแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีจีน โดยบริษัทบางแห่งในห่วงโซ่ชิปรายงานกำไรเพิ่มขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยเท่าตัว แต่ราคาหุ้นยังปรับตัวลง
- สาเหตุสำคัญคือดัชนีเทคโนโลยีจีนเพิ่มขึ้นมากในไตรมาสก่อน ขณะที่มูลค่าหุ้นสูงขึ้น โดยดัชนีเทคโนโลยี CSI 300 ซื้อขายที่ประมาณ 36 เท่าของกำไรคาดการณ์ 12 เดือน เพิ่มจาก 28 เท่าในเดือนเมษายน ทำให้ตัวเลขที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการหนุนราคาหุ้น
6) สิ่งที่ตลาดจะติดตามจากผลประกอบการฉบับเต็ม
- ตลาดจะจับตาคำสั่งซื้อ อัตรากำไร การใช้กำลังผลิต ค่าใช้จ่ายวิจัย และกระแสเงินสด เมื่อบริษัทเปิดเผยผลประกอบการฉบับเต็มภายในสิ้นเดือนสิงหาคม เพื่อประเมินว่ารายได้ที่เติบโตสามารถเปลี่ยนเป็นกำไรอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่
- สำหรับผู้ผลิตชิป ความเสี่ยงอยู่ที่ต้นทุนวิจัยสูง ระบบซอฟต์แวร์ยังตามหลัง Nvidia และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่วนผู้บรรจุชิปต้องบริหารการลงทุนกำลังผลิตใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะกำลังผลิตส่วนเกินหากความต้องการชะลอลง
ตารางสรุปผลประกอบการ 1H26
|
บริษัท
|
รายได้ / กำไรคาดการณ์
|
การเติบโต YoY
|
ปัจจัยสนับสนุนหลัก
|
มุมมอง
|
|
Moore Threads
|
รายได้ 1.65–1.75 พันล้านหยวน
|
+135–149%
|
ความต้องการ GPU แบบครบวงจรสูงขึ้น, ระบบ Kua’e AI เริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์, MTT S5000 ผลิตจำนวนมาก
|
เติบโตสูงสุดในกลุ่ม แต่ฐานรายได้ยังเล็กและราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังสูง
|
|
Hygon
|
รายได้ 8.5–9.3 พันล้านหยวน; กำไรสุทธิ 1.70–1.83 พันล้านหยวน
|
รายได้ +56–70%; กำไร +74–85%
|
ความต้องการ CPU และตัวเร่ง AI เพิ่มขึ้น, การใช้ชิปภายในประเทศ, การขยายศูนย์ข้อมูล AI
|
ฐานรายได้และกำไรแข็งแกร่งที่สุด ได้ประโยชน์โดยตรงจากการทดแทนชิปต่างประเทศ
|
|
JCET
|
กำไรสุทธิ 770–950 ล้านหยวน
|
+63–102%
|
ความต้องการบรรจุชิปขั้นสูง, การใช้กำลังผลิตดีขึ้น, สัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและการควบคุมต้นทุน
|
ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากวงจรชิป AI แต่ต้องติดตามผลตอบแทนจากการลงทุนกำลังผลิตใหม่
|
มุมมองของ InnovestX
- ภาพรวมยังเป็นบวกต่อห่วงโซ่ชิป AI จีนทั้งผู้ออกแบบชิปและผู้ให้บริการบรรจุชิป โดย Moore Threads เด่นด้านอัตราการเติบโตและการเริ่มผลิต MTT S5000 จำนวนมาก ขณะที่ Hygon มีฐานรายได้และกำไรใหญ่กว่า พร้อมได้ประโยชน์จากทั้งชิปประมวลผลกลางและตัวเร่ง AI ส่วน JCET เป็นผู้ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากปริมาณชิป AI และความต้องการบรรจุชิประดับสูงที่เพิ่มขึ้น
- แม้แนวโน้มรายได้และกำไรของทั้งสามบริษัทแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นกลับอ่อนตัว เพราะตลาดรับรู้การเติบโตล่วงหน้าไปมากและมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูง ระยะต่อไปนักลงทุนจะเน้นดูอัตรากำไร กระแสเงินสด คำสั่งซื้อ และความสามารถในการเปลี่ยนรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้เป็นกำไรอย่างต่อเนื่อง
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน