Offshore Stock Update

สรุปผลประกอบการค้าปลีกสหรัฐฯ (COST, DLTR, BBY)

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|29 May 26 10:05 AM
retailers
สรุปสาระสำคัญ

ผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาดการณ์จากการปรับตัวรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าในยุคเงินเฟ้อและแรงหนุนจากฤดูกาลคืนภาษี  ปัจจัยเสี่ยงในระยะถัดไปเรามองว่ามาจากต้นทุนพลังงานและภาษีนำเข้าซึ่งกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค โดย INVX มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง Costco และ Walmart ที่มีอำนาจต่อรองสูงและทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจอาจจะชะลอตัวได้ดีกว่า

ภาพรวมผลประกอบการ

 

การเปรียบเทียบผลประกอบการกับประมาณการของตลาด

 

  • ดีกว่าคาดการณ์เป็นส่วนใหญ่: ทั้ง 3 บริษัทสามารถรายงานกำไรสุทธิต่อหุ้นปรับปรุง และยอดขายรวมที่เหนือกว่าความคาดหมายของตลาด โดยเฉพาะ Dollar Tree และ Best Buy ขณะที่ Costco มีรายได้รวมดีกว่าคาดอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าตัวเลขกำไรสุทธิจะออกมาใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้

 

ปัจจัยร่วมในผลประกอบการ

 

  1. พฤติกรรมแสวงหาความคุ้มค่า: ผู้บริโภคทุกกลุ่มรายได้มีความละเอียดรอบคอบในการใช้จ่ายมากขึ้น และมุ่งเน้นไปที่การหาสินค้าที่มีราคาคุ้มค่า ประหยัด หรือมีส่วนลดเป็นหลัก

  2. แรงหนุนจากฤดูกาลคืนภาษี: ผลประกอบการในเดือนมีนาคมและเมษายนได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างชัดเจนจากการที่ผู้บริโภคนำเงินคืนภาษีประจำปีมาจับจ่ายใช้สอย

  3. การขยายช่องทางดิจิทัลและพันธมิตรจัดส่ง: ทุกบริษัทมุ่งเน้นการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการจัดส่งที่รวดเร็วผ่านพันธมิตรภายนอก เช่น การที่ Dollar Tree จับมือกับ DoorDash หรือการเติบโตของยอดขายออนไลน์ของ Best Buy และ Costco

 

ปัจจัยที่แตกต่างกันในผลประกอบการ

 

ฐานลูกค้าหลักและประเภทสินค้า:

 

  • Costco มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างมีฐานะ จึงมีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวสูงกว่า และได้ประโยชน์โดยตรงจากธุรกิจสถานีบริการน้ำมันราคาประหยัด

  • Dollar Tree เผชิญความท้าทายจากกลุ่มลูกค้าฐานราก ที่มีกำลังซื้อเปราะบางที่สุด

  • Best Buy พึ่งพาวัฏจักรของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสินค้าไอทีและเกมเป็นหลัก ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยขนาดใหญ่

 

เจาะลึกผลประกอบการรายบริษัท

 

Dollar Tree, Inc. (DLTR)

 

  • ผลการดำเนินงาน: ยอดขายรวมเติบโต 2% อยู่ที่ 4.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำไรสุทธิต่อหุ้นปรับปรุง อยู่ที่ 1.74 ดอลลาร์สหรัฐ เหนือกว่าคาดการณ์ที่ 1.55 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างมีนัยสำคัญ

  • ยอดขายสาขาเดิม: เติบโต 5% แต่มีโครงสร้างที่น่ากังวลคือ ยอดซื้อต่อครั้งเพิ่มขึ้น 4.5% ขณะที่ จำนวนลูกค้าในร้านลดลง 1.0% ซึ่งสะท้อนว่ายอดขายที่โตมาจากการปรับขึ้นราคาสินค้าและการขยายรูปแบบสินค้าหลายระดับราคา ไม่ใช่จากปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

  • อัตรากำไรขั้นต้น: ขยายตัวขึ้น 2% สู่ระดับ 36.8% จากต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางเรือที่ลดลงและการจัดการปัญหาสินค้าสูญหายและถูกโจรกรรมได้ดีขึ้น

 

Best Buy Co., Inc. (BBY)

 

  • ผลการดำเนินงาน: รายได้รวมเติบโต 9% อยู่ที่ 8.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 1.28 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.22-1.23 ดอลลาร์สหรัฐ

  • ยอดขายสาขาเดิม: ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0% ถือเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบหลายไตรมาส โดยได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มสินค้าความบันเทิงและเกมโต 38.1% ตามด้วยกลุ่มคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือโต 4.2% อย่างไรก็ตาม กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านยังคงหดตัวรุนแรงถึง 13.6% ตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ซบเซา

  • อัตรากำไรและรายได้เสริม: อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1% โดยได้อานิสงส์จากการเติบโตของธุรกิจสื่อโฆษณาในร้านและการเปิดพื้นที่ตลาดสินค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง

 

Costco Wholesale Corp. (COST)

 

  • ผลการดำเนินงาน: รายได้รวมเพิ่มขึ้น 12% อยู่ที่ 53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำไรสุทธิ 2.19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.93 ดอลลาร์สหรัฐ ตรงตามที่ตลาดคาด เนื่องจากบริษัทนำกำไรไปลงทุนในด้านการลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือสมาชิก

  • ยอดขายสาขาเดิม: เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 8% เมื่อรวมผลของราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน และเติบโต 6.6% หากไม่รวมปัจจัยดังกล่าว โดยปริมาณจำนวนลูกค้าทั่วโลกยังคงแข็งแกร่งเติบโต 2.4% ส่วนยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัลพุ่งสูงถึง 21.5%

  • ฐานสมาชิก: รายได้จากค่าธรรมเนียมสมาชิกเติบโต 11% อยู่ที่ 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราการต่ออายุสมาชิกในสหรัฐฯ และแคนาดาสูงถึง 92.2% สะท้อนถึงความจงรักภักดีต่อตราสินค้าที่เหนียวแน่น

 

แนวโน้มรายได้และกำไรในอนาคต

 

Dollar Tree

 

  • ปรับประมาณการขึ้น: บริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้นปรับปรุงสำหรับปีงบประมาณ 2026 ขึ้นเป็นช่วง 70 ถึง 7.10 ดอลลาร์สหรัฐ (จากเดิม 6.50-6.90 ดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่คงเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 2.05 - 2.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 2 คาดว่ายอดขายสาขาเดิมจะชะลอตัวลงมาอยู่ในช่วง 2.5% ถึง 3.5% เนื่องจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อผู้บริโภคระดับล่าง

 

Best Buy

 

  • คงเป้าหมายเดิมแบบระมัดระวัง: แม้ว่ายอดขายในต้นเดือนพฤษภาคมจะเติบโตดีในระดับตัวเลขหลักเดียวระดับสูง แต่ผู้บริหารยังคงเลือกที่จะคงเป้าหมายรายได้ทั้งปีงบประมาณ 2027 ไว้ที่ 12 - 4.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรสุทธิต่อหุ้นปรับปรุงที่ 6.30 ถึง 6.60 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากในไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป บริษัทจะต้องเผชิญกับฐานที่สูงมากในปีก่อน จากการเปิดตัวเครื่องเกม Nintendo Switch 2

 

Costco

 

  • ทิศทางการเติบโตที่มั่นคง: แม้ไม่มีการให้ตัวเลขคาดการณ์เป็นทางการตามนโยบายปกติของบริษัท แต่แนวโน้มในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะยังคงรักษาอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมในระดับเลขหลักเดียวระดับกลาง ได้อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีแผนเชิงรุกในการเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 12 แห่งในไตรมาสถัดไป และตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ทั่วโลกมากกว่า 30 แห่งต่อปีในระยะยาว

 

มุมมองผู้บริหารต่อปัจจัยมหภาคและพฤติกรรมผู้บริโภค

 

กำลังซื้อของผู้บริโภค

 

  • ความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shaped: ผู้บริหารของทุกบริษัทเห็นพ้องว่าผู้บริโภคระดับกลางถึงล่างเริ่มมีสัญญาณตึงตัวทางการเงินอย่างเห็นได้ชัดจากค่าครองชีพที่สูง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่หันมาซื้อสินค้าขนาดบรรจุภัณฑ์ที่เล็กลงเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า หรือเปลี่ยนมาซื้อสินค้า House Brand ของบริษัทเอง เช่น Kirkland Signature ของ Costco ที่เติบโตอย่างโดดเด่นเนื่องจากมีราคาถูกกว่าแบรนด์เนมทั่วไป 15% ถึง 20%

 

ต้นทุนพลังงานและน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น

 

  • ด้านลบต่อต้นทุน: สงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็น 43 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ปัจจัยนี้กดดันต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าในครึ่งปีหลังของ Dollar Tree และ Best Buy อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ด้านบวกต่อปริมาณลูกค้า: ในทางกลับกัน Costco กลับได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล เนื่องจากราคาน้ำมันที่สถานีบริการของ Costco มีราคาถูกกว่าคู่แข่ง ดึงดูดให้ผู้ขับขี่แห่มาเติมน้ำมันอย่างล้นหลามจนทำลายสถิติปริมาณยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทและผู้บริหารระบุว่าลูกค้าที่มาเติมน้ำมันเหล่านี้ มักจะเข้าไปเลือกซื้อสินค้าต่อภายในโกดังสินค้าด้วย รวมไปถึงการสมัครสมาชิกที่สูงขึ้น

 

ความไม่แน่นอนเรื่องภาษีนำเข้า

 

  • Dollar Tree คาดการณ์ว่าอัตราภาษีนำเข้าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำจนถึงเดือนกรกฎาคม ก่อนที่จะมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้น

  • Costco และ Best Buy ได้เริ่มกระบวนการยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีนำเข้าจากความคืบหน้าทางกฎหมายและการตัดสินของศาล โดย Costco คาดว่าจะได้รับเงินคืนภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า และประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าจะ นำเงินภาษีที่ได้คืนนี้ไปลงทุนลดราคาสินค้าเพื่อคืนประโยชน์ให้แก่สมาชิก

 

มุมมองของ INVX

 

เราประเมินว่าภายใต้เศรษฐกิจ K-shape ที่ผู้บริโภครายได้รายกลางถึงต่ำมีแรงกดดันสูง เราประเมินว่า หุ้นค้าปลีกที่ใช้โมเดลสมาชิก จะมีความสามารถในการป้องกันความเสี่ยงจากวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงได้ดีกว่าค้าปลีกแบบดั้งเดิม เนื่องจากสามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มรายได้สูงที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายให้เข้ามาซื้อสินค้าได้มากขึ้น เรายังมองบวกต่อบริษัทขนาดใหญ่ มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเอร์สูง และมีฐานสมาชิกแข็งแกร่งอย่าง Walmart และ Costco มากที่สุด

 

ขณะที่ Dollar Tree แม้ได้ประโยชน์จากสินค้าที่มีราคาถูก แต่ตัวเลขจำนวนคนใช้บริการติดลบ ย่อมสะท้อนว่าโมเดลการเติบโตยังต้องพึ่งพาการขึ้นราคาสินค้าเป็นหลัก ซึ่งอาจทำได้จำกัดในอนาคตหากกำลังซื้อของฐานลูกค้าหลักยังไม่ฟื้นตัว

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5