Offshore Stock Update

Google ขยาย AI ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายถึงอุปกรณ์ปลายทาง

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา, IAA|13 Aug 26 11:30 AM
googl
สรุปสาระสำคัญ

Google กำลังสร้างระบบนิเวศ AI ตั้งแต่ สายเคเบิลและ Cloud ไปจนถึง Gemini, Tensor และ Pixel เพื่อควบคุมทั้งการส่งข้อมูล การประมวลผล และช่องทางเข้าถึงผู้ใช้ โดย Pixel 11 เน้น AI มากกว่าการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ครั้งใหญ่ แต่การขึ้นราคา $100 ท่ามกลางต้นทุนหน่วยความจำสูงทำให้ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์รอบนี้ขึ้นอยู่กับว่า Google สามารถเปลี่ยนความสามารถของ Gemini ให้เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนเครื่องและเพิ่มการใช้งานบริการของบริษัทได้มากเพียงใด.

Google กำลังขยายระบบนิเวศ AI ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลไปจนถึงอุปกรณ์ที่ผู้ใช้ถืออยู่ในมือ โดยประกาศสายเคเบิลใต้น้ำใหม่ 3 ระบบในทวีปอเมริกา พร้อมเปิดตัว Pixel 11 ที่ใช้ชิป Tensor G6 และ Gemini เป็นจุดขายหลัก ยุทธศาสตร์ดังกล่าวช่วยให้ Google ควบคุมห่วงโซ่ตั้งแต่การส่งข้อมูล Cloud และ AI ไปจนถึงการใช้งานบนอุปกรณ์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม Pixel 11 ปรับราคาขึ้น $100 ขณะที่การเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ไม่มาก ทำให้ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์รอบนี้ขึ้นอยู่กับว่า AI จะสร้างเหตุผลให้ผู้บริโภคเปลี่ยนเครื่องได้มากเพียงใด

 

1. Google ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้วยสายเคเบิลใต้น้ำ 3 ระบบใหม่

  • Google ประกาศเพิ่มสายเคเบิลใต้น้ำ3 ระบบ ได้แก่ Alisios, Canoa และ OlaLuz เพื่อเพิ่มการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศในทวีปอเมริกา โดย Alisios จะเชื่อม สาธารณรัฐโดมินิกัน–ปานามา–ชิลี, Canoa เชื่อม สาธารณรัฐโดมินิกัน–เบอร์มิวดา และ OlaLuz เชื่อม สาธารณรัฐโดมินิกัน–ฟลอริดา
  • โครงการดังกล่าวไม่ได้เพิ่มเพียงเส้นทางอินเทอร์เน็ต แต่ช่วยรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจาก Cloud และบริการดิจิทัล พร้อมเพิ่มเส้นทางสำรองของเครือข่าย ลดการพึ่งพาเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง และเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลระหว่างภูมิภาค
  • ในมุมของ Google การเป็นเจ้าของโครงข่ายมากขึ้นยังช่วยให้บริษัทควบคุมคุณภาพ ความหน่วง และต้นทุนของการรับส่งข้อมูลได้ดีขึ้น ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อปริมาณงาน AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

2. ชิลีมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางข้อมูลของลาตินอเมริกา

  • หนึ่งในปลายทางสำคัญของโครงการคือชิลี ซึ่งกำลังวางตำแหน่งประเทศเป็นประตูดิจิทัลของลาตินอเมริกา โดยมีข้อได้เปรียบจากโครงข่ายใยแก้วนำแสง สายเคเบิลใต้น้ำ และแหล่งพลังงานหมุนเวียน
  • Google ยังสนับสนุนโครงการHumboldt ซึ่งจะเชื่อมชิลีกับออสเตรเลียผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่แล้ว เมื่อรวมกับสาย Alisios ทำให้ชิลีมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในการเป็นจุดเชื่อมข้อมูลระหว่าง ลาตินอเมริกา อเมริกาเหนือ และเอเชียแปซิฟิก
  • ในระยะยาว โครงข่ายลักษณะนี้ช่วยสนับสนุนการขยาย Google Cloud และบริการ AI ไปยังภูมิภาคใหม่ รวมทั้งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเพิ่มจำนวนศูนย์ข้อมูลในอนาคต

3. อีกด้านหนึ่ง Google นำ AI ไปถึงผู้ใช้ผ่าน Pixel 11

  • พร้อมกับการลงทุนด้านเครือข่าย Google เปิดตัวสมาร์ตโฟนPixel 11, Pixel 11 Pro, Pixel 11 Pro XL และ Pixel 11 Pro Fold โดยการเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ไม่ได้มากนัก แต่บริษัทให้น้ำหนักกับประสิทธิภาพ กล้อง และความสามารถของ Gemini มากขึ้น
  • หัวใจสำคัญคือชิปTensor G6 ซึ่งช่วยให้ Pixel ประมวลผล Gemini Nano บนอุปกรณ์ได้เร็วขึ้น ขณะที่ Gemini Intelligence สามารถทำงานข้ามแอป เช่น สั่งอาหาร เรียกรถ ซื้อบัตร หรือโทรหาร้านค้าแทนผู้ใช้ โดยผู้ใช้ยังเป็นผู้อนุมัติขั้นสุดท้ายก่อนทำรายการ
  • จึงเห็นได้ว่า Google ต้องการเปลี่ยน AI จากฟังก์ชันเสริมของสมาร์ตโฟนไปสู่ผู้ช่วยที่สามารถลงมือทำงานแทนผู้ใช้ได้จริงมากขึ้น

4. Pixel 11 เน้น “AI + กล้องมากกว่าการเปลี่ยนรูปลักษณ์ครั้งใหญ่

  • Pixel 11 ยังคงรูปลักษณ์ใกล้เคียงรุ่นก่อน แต่เพิ่มความสามารถภายในเครื่อง โดยรุ่น Pro ใช้กล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล เลนส์ซูมรับแสงเพิ่มขึ้น 32% และรองรับการขยายภาพสูงสุด 120 เท่าที่ใช้การประมวลผลด้วย AI ช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพ
  • นอกจากนี้ยังมีMagic Capture ที่บันทึกทั้งภาพและวิดีโอพร้อมกัน รวมถึงระบบแปลงเสียงเป็นข้อความที่สามารถลบคำฟุ่มเฟือยและจัดรูปประโยคให้อัตโนมัติ สะท้อนว่าจุดขายของ Pixel กำลังย้ายจากคุณสมบัติฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียวไปสู่ความสามารถของซอฟต์แวร์และ AI มากขึ้น

ปรียบเทียบ Pixel 10 กับ Pixel 11

รายการ

Pixel 10

Pixel 11

ราคาเริ่มต้น

$799

$899

ชิป

Tensor G5

Tensor G6

RAM

12GB

12GB

พื้นที่เริ่มต้น

128GB

256GB

ซูมสูงสุด

20x

30x

ระบบปฏิบัติการ

Android 16

Android 17

จุดขายหลัก

กล้อง + AI

Gemini + กล้อง + ประสิทธิภาพ

Pixel 11 จึงเป็นการอัปเกรดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยจุดต่างสำคัญอยู่ที่ Tensor G6, ความสามารถ AI, พื้นที่เก็บข้อมูล และกล้อง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของเครื่อง

รุ่น Pro สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนหน่วยความจำชัดกว่า

รายการ

Pixel 10 Pro / XL

Pixel 11 Pro / XL

ราคาเริ่มต้น

$999 / $1,199

$1,099 / $1,299

RAM รุ่นเริ่มต้น

16GB

12GB

พื้นที่เริ่มต้น

128GB

256GB

ชิป

Tensor G5

Tensor G6

ซูมสูงสุด

100x

120x

จุดที่น่าสนใจคือ Google เพิ่มราคา $100 แต่ลด RAM ของรุ่นเริ่มต้นจาก 16GB เหลือ 12GB แม้จะเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลเป็น 256GB สะท้อนผลจากภาวะหน่วยความจำตึงตัวที่เริ่มกระทบโครงสร้างต้นทุนของผู้ผลิตอุปกรณ์โดยตรง

5. Tensor G6 ช่วยให้ Google ควบคุมทั้งชิป ซอฟต์แวร์ และ AI ได้มากขึ้น

  • Pixel 11 ทุกรุ่นใช้Tensor G6 ซึ่ง Google ระบุว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด 20% เพิ่มความเร็วในการท่องเว็บ 25% และเปิดแอปเร็วขึ้น 15% เมื่อเทียบกับ Tensor G5
  • ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของชิปเพียงอย่างเดียว แต่คือ Google สามารถพัฒนาTensor + Android + Gemini ให้ทำงานร่วมกันได้ตั้งแต่ต้น ทำให้ AI บางส่วนสามารถประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง ลดความหน่วง และลดการพึ่งพาศูนย์ข้อมูลในบางงาน
  • เมื่อมองร่วมกับการลงทุนสายเคเบิลใต้น้ำ ภาพของ Google จึงเริ่มเป็นห่วงโซ่ที่ครบมากขึ้น:
  • สายเคเบิลและเครือข่าย → ศูนย์ข้อมูลและ Cloud → Gemini → Tensor → Android → Pixel → ผู้ใช้งาน
  • จุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์คือ Google มีส่วนสำคัญของห่วงโซ่นี้อยู่ภายในบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ

6. Pixel ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนหน่วยความจำ

  • ภาวะขาดแคลนหน่วยความจำทำให้ Google ปรับราคาเริ่มต้นของ Pixel 11 ทุกรุ่นขึ้นประมาณ$100 จากรุ่นก่อน
  • Pixel 11 เริ่มต้นที่ $899, Pixel 11 Pro ที่ $1,099, Pro XL ที่ $1,299 และ Pro Fold ที่ $1,899 ขณะที่รุ่นเริ่มต้นของ Pixel 11 Pro และ Pro XL ลด RAM จาก 16GB เหลือ 12GB แม้จะเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลเริ่มต้นจาก 128GB เป็น 256GB
  • ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรม เพราะ AI กำลังเพิ่มความต้องการหน่วยความจำทั้งในศูนย์ข้อมูลและอุปกรณ์ปลายทางพร้อมกัน ทำให้ต้นทุน Memory กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องบริหารมากขึ้น
  • สำหรับ Google การขึ้นราคาพร้อมลด RAM ทำให้บริษัทต้องอาศัยGemini และความสามารถของซอฟต์แวร์เป็นตัวชดเชยเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามูลค่าของผลิตภัณฑ์ยังเพิ่มขึ้นตามราคา

7. ความท้าทายคือ AI ต้องมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนเครื่อง

  • Pixel 11 ถือเป็นปีที่สามติดต่อกันที่โทรศัพท์ระดับสูงของ Google มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงเดิม ขณะที่การแข่งขันปลายปีเพิ่มขึ้นจาก Apple และ Samsung ซึ่งมีทั้งการออกแบบใหม่และโทรศัพท์จอพับที่ได้รับความสนใจมากขึ้น
  • ดังนั้นการเดิมพันของ Google คือผู้บริโภคจะเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่โทรศัพท์ “ทำให้ได้” มากกว่าสิ่งที่โทรศัพท์ “ดูเป็นอย่างไร”
  • หาก Gemini สามารถช่วยทำงานแทนผู้ใช้ได้จริงมากขึ้น เช่น จัดการหลายแอปพร้อมกัน เขียนข้อความ แปลภาษา ทำงานผ่านเสียง หรือจัดการกิจกรรมต่างๆ Pixel จะสามารถสร้างความแตกต่างได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์ครั้งใหญ่ทุกปี
  • แต่หากผู้บริโภคยังมอง AI เป็นเพียงฟังก์ชันเสริม การเพิ่มราคาขายโดยไม่มีการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่ชัดเจนอาจทำให้การกระตุ้นยอดเปลี่ยนเครื่องทำได้ยากขึ้น

8. ภาพใหญ่คือ Google กำลังสร้างระบบ AI ตั้งแต่ “โครงข่ายถึงผู้ใช้”

  • เมื่อเชื่อมสองข่าวเข้าด้วยกัน การลงทุนสายเคเบิลใต้น้ำและการเปิดตัว Pixel 11 สะท้อนกลยุทธ์เดียวกัน คือGoogle ต้องการเพิ่มการควบคุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับส่งข้อมูลไปจนถึงจุดที่ผู้ใช้สัมผัส AI
  • สายเคเบิลช่วยเพิ่มความสามารถในการส่งข้อมูลระหว่างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ขณะที่ Cloud เป็นแหล่งประมวลผล Gemini ส่วน Tensor และ Pixel เป็นช่องทางนำ AI ไปสู่ผู้ใช้โดยตรง
  • ยิ่งมีผู้ใช้ Gemini ผ่านอุปกรณ์และบริการของ Google มากขึ้น ความต้องการประมวลผลและการรับส่งข้อมูลก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น ซึ่งกลับมาสนับสนุนการลงทุนด้าน Cloud ศูนย์ข้อมูล และเครือข่ายอีกทอดหนึ่ง
  • จึงเกิดวงจรที่ Google พยายามสร้างขึ้นเองตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน → AI → อุปกรณ์ → ผู้ใช้ → การใช้งานข้อมูลที่เพิ่มขึ้น → กลับไปสู่ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน

มุมมองของ InnovestX

  • เรามองการเคลื่อนไหวทั้งสองด้านเป็นบวกต่อยุทธศาสตร์ระยะยาวของ Alphabet (GOOGL) เนื่องจากบริษัทกำลังสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่สายเคเบิลและ Google Cloud ไปจนถึง Gemini, Tensor, Android และ Pixel ซึ่งช่วยเพิ่มการควบคุมเทคโนโลยี ลดการพึ่งพาภายนอกในบางส่วน และเปิดโอกาสสร้างรายได้จาก AI ผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน
  • ในระยะสั้น เรามองว่าผลกระทบจากPixel ต่อรายได้รวมของ Alphabet ยังมีน้ำหนักน้อยกว่าธุรกิจ Search, YouTube และ Cloud ดังนั้นประเด็นสำคัญของ Pixel 11 ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนเครื่องที่ขายได้ แต่คือความสามารถในการใช้ Pixel เป็นช่องทางเพิ่มการใช้งาน Gemini และทำให้ผู้ใช้ผูกกับบริการของ Google มากขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม Pixel 11 มีความท้าทายมากขึ้นจากราคาที่สูงขึ้น $100 การลด RAM ในรุ่น Pro เริ่มต้น และการเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ที่ไม่มาก ทำให้ Google ต้องพิสูจน์ว่าความสามารถ AI สามารถสร้างเหตุผลในการเปลี่ยนเครื่องได้เพียงพอ หาก Gemini กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกสมาร์ตโฟนได้จริง จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของระบบนิเวศ Google และสร้างความได้เปรียบจากการมีทั้งชิป ระบบปฏิบัติการ Cloud และโมเดล AI อยู่ภายในบริษัทเดียวกัน

ในภาพรวม เรายังมองบวกต่อ GOOGL จากกลยุทธ์ AI แบบครบวงจรมากกว่ายอดขาย Pixel เพียงอย่างเดียว โดยการขยายโครงข่ายช่วยรองรับการเติบโตของ Cloud และ AI ในระยะยาว ขณะที่ Pixel ทำหน้าที่เป็นช่องทางนำ Gemini ไปถึงผู้ใช้ ซึ่งหาก Google สามารถเพิ่มการใช้งานและสร้างรายได้จาก Gemini ได้ต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มมูลค่าของระบบนิเวศ Alphabet ในระยะยาว

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Stocks Mentioned
GOOG.NB
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา, IAA

Offshore Investment Team Lead

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5