Offshore Stock Update

Neocloud: ความต้องการประมวลผล AI ยังแรง หนุน CoreWeave–Nebius โตต่อ

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา, IAA|13 Aug 26 11:33 AM
b1
สรุปสาระสำคัญ

ผลประกอบการของ CoreWeave และ Nebius ยืนยันว่าความต้องการกำลังประมวลผล AI ยังแข็งแกร่งและสูงกว่ากำลังให้บริการ แต่เมื่อ Neocloud ต้องลงทุนมหาศาล รองรับชิปหลายค่าย และเผชิญความเสี่ยงด้านหนี้ อัตราการใช้กำลังประมวลผล และความผันผวนของราคาหุ้น เราจึงมองบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมแต่ให้น้ำหนักการลงทุนกับ Hyperscaler ในกลุ่ม Mag7 ที่มีฐานะการเงินและปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งมากกว่า พร้อมมองบวกต่อ Memory/HBM ที่ยังได้ประโยชน์จากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI

ผลประกอบการ 2Q26 ของ CoreWeave และ Nebius สะท้อนว่าความต้องการกำลังประมวลผลสำหรับ AI ยังสูงกว่ากำลังให้บริการที่มีอยู่ โดยรายได้ของทั้งสองบริษัทเติบโตมากกว่า 100% YoY พร้อมยอดสัญญาในอนาคตที่แข็งแกร่ง ทำให้ข้อจำกัดของการเติบโตเริ่มเปลี่ยนจาก “หาลูกค้า” เป็น “หาไฟฟ้า สร้างศูนย์ข้อมูล และติดตั้งชิปให้ทัน” อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Neocloud ต้องใช้เงินลงทุนและเงินกู้จำนวนมาก อีกทั้งเริ่มต้องรองรับชิปหลายประเภทมากขึ้น ทำให้ความสามารถในการเปลี่ยนกำลังไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไว้ให้เป็นรายได้ กระแสเงินสด และผลตอบแทนที่เหมาะสม กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม

  1. Neocloud คืออะไร และทำไมกำลังเติบโตเร็ว

Neocloud คือผู้ให้บริการคลาวด์ที่เน้นงาน AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะ ต่างจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อย่าง Microsoft, Amazon หรือ Google ที่มีบริการหลากหลาย โดย Neocloud จะเน้นการจัดหา GPU จำนวนมาก ติดตั้งในศูนย์ข้อมูล และให้บริษัทพัฒนา AI เช่ากำลังประมวลผล

CoreWeave และ Nebius จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia กับผู้พัฒนา AI เช่น OpenAI, Microsoft และ Meta จุดแข็งคือสามารถสร้างระบบสำหรับชิป AI รุ่นล่าสุดได้รวดเร็วและจัดสรรกำลังประมวลผลให้ลูกค้าได้ยืดหยุ่นกว่า ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญคือธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนสูงทั้งชิป ระบบเครือข่าย ศูนย์ข้อมูล และไฟฟ้า

ตารางเปรียบเทียบผลประกอบการ 2Q26

รายการ

CoreWeave

Nebius

รายได้

$2.58bn

$582mn

เติบโต YoY

+112%

+454%

เทียบคาด

+1%

+5%

Adj. EBITDA

$1.51bn

$236mn

Adj. EBITDA Margin

59%

41%

รายได้ในอนาคต

Backlog $104bn

ARR $3.0bn

กำลังไฟฟ้า

Active 1.5 GW

เป้าสิ้นปี 5 GW

CoreWeave เด่นด้านขนาดและ Backlog ที่สูง ขณะที่ Nebius เด่นด้านอัตราการเติบโตและการเร่งขยายกำลังให้บริการ โดยผลประกอบการของทั้งสองบริษัทยังสะท้อนว่าความต้องการ AI Compute สูงกว่ากำลังให้บริการที่มีอยู่ในปัจจุบัน

  1. CoreWeave: รายได้มากกว่าเท่าตัว และคำสั่งซื้อยังแข็งแกร่ง

CoreWeave รายงานรายได้ 2Q26 ที่ $2.58 พันล้าน เพิ่มขึ้นประมาณ 112% YoY สูงกว่าตลาดคาดเล็กน้อยที่ $2.56 พันล้าน ขณะที่ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น $1.14 ดีกว่าคาดว่าจะขาดทุน $1.41 ต่อหุ้น และกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่ปรับรายการแล้วอยู่ที่ $1.51 พันล้าน สูงกว่าคาด $1.43 พันล้าน

ประเด็นสำคัญกว่ารายได้ปัจจุบันคือยอดรายได้ที่รอรับรู้ประมาณ $104 พันล้าน และยังไม่รวมสัญญาใหม่กว่า $25 พันล้าน ที่ได้มาในช่วงต้น 3Q26 สะท้อนว่าความต้องการยังไม่ใช่ข้อจำกัดหลักของธุรกิจ

บริษัทปรับเพิ่มประมาณการรายได้ปี 2026 เป็น $12.4–13.2 พันล้าน จากเดิม $12–13 พันล้าน และคาดรายได้ 3Q26 ที่ $3.45–3.60 พันล้าน นอกจากนี้ สัญญาใหม่มีอัตรากำไรสูงกว่าสัญญาช่วงก่อนหน้าราว 5–10 จุดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากกำลังประมวลผลในตลาดยังมีจำกัด ทำให้ CoreWeave มีอำนาจต่อรองราคาที่ดีขึ้น

  1. Nebius: ฐานเล็กกว่าแต่เติบโตเร็วกว่ามาก

Nebius มีขนาดเล็กกว่า CoreWeave แต่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยรายได้รวม 2Q26 อยู่ที่ $582.3 ล้าน เพิ่มขึ้น 454% YoY และ 46% QoQ สูงกว่าตลาดคาด ขณะที่ธุรกิจ AI Cloud สร้างรายได้ $574.9 ล้าน หรือประมาณ 98% ของรายได้ทั้งหมด และเติบโตถึง 514% YoY

จุดที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนคือความสามารถในการทำกำไรจากกำลังประมวลผลที่เปิดใช้งานแล้ว โดยกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่ปรับรายการแล้วของทั้งกลุ่มอยู่ที่ $236.2 ล้าน เทียบกับขาดทุน $21 ล้านในปีก่อน ขณะที่ธุรกิจ AI Cloud มีอัตรากำไรในระดับเกือบ 50%

ด้านความต้องการ Nebius ทำสัญญาขนาดใหญ่ 4 ฉบับในไตรมาส โดยมีมูลค่าสัญญาเฉลี่ยมากกว่า $1 พันล้านต่อฉบับ และมูลค่าสัญญาที่ได้ในไตรมาสเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจากไตรมาสก่อน นอกจากนี้ บริษัทระบุว่าสามารถขายกำลังให้บริการที่วางแผนไว้สำหรับปี 2027 ได้ทั้งหมดหากต้องการ แต่เลือกเก็บบางส่วนไว้เพื่อขายในระยะสั้น ซึ่งอาจได้ราคาที่สูงกว่า

  1. คอขวดของ Neocloud ไม่ใช่ลูกค้า แต่คือ “ไฟฟ้า + ศูนย์ข้อมูล + ชิป”
  • ผลประกอบการของ CoreWeave และ Nebius ส่งสัญญาณตรงกันว่า ความต้องการกำลังประมวลผล AI ยังสูงกว่ากำลังให้บริการที่เปิดใช้งานได้จริง โดย CoreWeave มีกำลังไฟฟ้าที่เปิดใช้งานแล้วประมาณ 1.5 GW ขณะที่ Nebius เพิ่มเป้ากำลังไฟฟ้าที่ทำสัญญาไว้สิ้นปี 2026 เป็น 5 GW และตั้งเป้าเพิ่มกำลังให้บริการมากกว่า 1 GW ต่อปีตั้งแต่ปี 2027
  • อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในระยะถัดไปจะซับซ้อนขึ้น เพราะ Neocloud มีแนวโน้มต้องรองรับ ชิปประมวลผล AI หลายรุ่นและหลายผู้ผลิตมากขึ้น ไม่ได้พึ่งระบบจาก Nvidia เพียงรูปแบบเดียว การเพิ่มทางเลือกของชิปช่วยให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าและควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น แต่ทำให้การออกแบบศูนย์ข้อมูล ระบบเครือข่าย ซอฟต์แวร์ และการจัดสรรกำลังประมวลผลมีความซับซ้อนมากขึ้น
  • ดังนั้น สิ่งที่กำหนดการเติบโตในระยะถัดไปไม่ใช่เพียงว่า “มีลูกค้าหรือไม่” แต่คือ บริษัทสามารถหาไฟฟ้า สร้างศูนย์ข้อมูล จัดหาชิปที่เหมาะสม และบริหารระบบให้มีอัตราการใช้งานสูงได้หรือไม่ ทำให้คุณภาพของการดำเนินงานมีความสำคัญมากกว่าการประกาศจำนวน GPU หรือกำลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
  1. การเติบโตสูงแลกมากับเงินลงทุนมหาศาล
  • ข้อควรระวังสำคัญของ Neocloud คือการขยายกำลังให้บริการต้องใช้เงินจำนวนมาก โดย CoreWeave เพิ่มแผนลงทุนปี 2026 เป็น $35–39 พันล้าน เพื่อรองรับกำลังประมวลผลที่ทำสัญญากับลูกค้าไว้แล้ว
  • Nebius ใช้เงินประมาณ $5.7 พันล้านใน 2Q26 เพียงไตรมาสเดียว สำหรับซื้อ GPU อุปกรณ์ และขยายศูนย์ข้อมูล เทียบกับรายได้ในไตรมาสเพียง $582 ล้าน แม้ว่าบริษัทมีเงินสด $8.04 พันล้านและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน $2.25 พันล้าน แต่เงินลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า YoY
  • ด้านบวกคือ Nebius เริ่มให้ลูกค้าช่วยออกเงินลงทุนล่วงหน้า โดยประมาณ 70% ของสัญญาใหม่มีการชำระเงินล่วงหน้า ซึ่งสามารถครอบคลุมเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องได้ราว 50–60% และช่วยลดความต้องการเงินทุนจากภายนอก
  1. โมเดลธุรกิจกำลังพัฒนาจาก “เช่า GPU” ไปสู่แพลตฟอร์ม AI ที่ซับซ้อนขึ้น
  • CoreWeave, Nebius รวมถึงผู้เล่นอย่าง IREN กำลังพัฒนาจากการเป็นเพียงผู้ให้เช่า GPU ไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ต้องบริหารทั้งชิปหลายประเภท ระบบเครือข่าย การจัดเก็บข้อมูล และซอฟต์แวร์สำหรับนำโมเดลไปใช้งานจริง ทำให้ความสามารถในการบริหารระบบมีความสำคัญมากขึ้น
  • CoreWeave ระบุว่าธุรกิจ Managed Inference มีรายได้ต่อปีตามอัตราปัจจุบันมากกว่า $100 ล้าน และตั้งเป้าอย่างน้อย $250 ล้านภายในสิ้นปี ขณะที่ Nebius พัฒนาแพลตฟอร์มตั้งแต่การจัดการข้อมูล การฝึกโมเดล ไปจนถึงการใช้งานจริง สะท้อนว่าบริษัทพยายามสร้างรายได้ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการให้เช่าชิปเพียงอย่างเดียว
  • ในเชิงห่วงโซ่อุปทาน เรามองว่าการกระจายไปใช้ชิปหลายค่าย ไม่ได้ลดความต้องการหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ว่าจะใช้ตัวเร่ง AI ของผู้ผลิตใด ระบบขนาดใหญ่ยังต้องใช้หน่วยความจำและระบบส่งข้อมูลจำนวนมาก ทำให้กลุ่ม Memory/HBM ยังมีโอกาสได้ประโยชน์จากการขยายกำลังประมวลผลของ Neocloud แม้ส่วนแบ่งระหว่างผู้ผลิตชิปประมวลผลจะเปลี่ยนแปลงไป
  1. ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่สร้างกำลังให้บริการให้ทัน แต่ต้อง “มีงานให้ใช้เต็ม”
  • แม้ความต้องการในปัจจุบันจะแข็งแกร่ง แต่ Neocloud ต้องลงทุนล่วงหน้าจำนวนมากก่อนที่จะรู้ว่ากำลังประมวลผลที่สร้างขึ้นจะถูกใช้งานเต็มในระยะยาวหรือไม่ โดย CoreWeave มีหนี้สินรวมประมาณ $72.1 พันล้าน ขณะที่ Nebius และผู้เล่นรายอื่นยังต้องใช้เงินลงทุนสูงเพื่อซื้อชิปและขยายศูนย์ข้อมูล
  • อีกความเสี่ยงคือ ความสำเร็จของลูกค้า AI เอง เพราะ Neocloud บางรายอาจสร้างกำลังประมวลผลจำนวนมากเพื่อรองรับผู้พัฒนาโมเดลรายใหญ่ หากโครงการ AI ของลูกค้าไม่สามารถสร้างการใช้งานหรือรายได้ตามที่คาด อาจทำให้อัตราการใช้กำลังประมวลผลลดลงและกดดันราคาเช่าในตลาดได้
  • ตัวอย่างที่ควรติดตามคือผู้พัฒนาโมเดลรายใหญ่ เช่น xAI ซึ่งใช้กำลังประมวลผลจำนวนมาก หากการขยายการใช้งาน AI ของลูกค้ากลุ่มนี้ไม่เติบโตตามแผน อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สมดุลอุปสงค์–อุปทานของกำลังประมวลผลเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังเป็น ความเสี่ยงเชิงสถานการณ์ มากกว่าข้อสรุปว่ากำลังประมวลผลส่วนเกินเกิดขึ้นแล้ว
  • ด้วยเหตุนี้ เรามองว่า CoreWeave, Nebius และ IREN ยังเป็นหุ้นที่ควรติดตาม แต่ไม่ควรประเมินจากขนาดกำลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ตลาดมีแนวโน้มให้น้ำหนักมากขึ้นกับอัตราการใช้ศูนย์ข้อมูล ผลตอบแทนจากเงินลงทุน กระแสเงินสด และความสามารถในการรักษาลูกค้าหลังจากกำลังให้บริการใหม่เข้าสู่ตลาด

มุมมองของ InnovestX

  • เรามองผลประกอบการของCoreWeave และ Nebius เป็นบวกต่อธีม Neocloud และโครงสร้างพื้นฐาน AI เพราะตัวเลขของทั้งสองบริษัทยังสะท้อนว่าความต้องการกำลังประมวลผลสูงกว่ากำลังให้บริการ ขณะที่ราคาสัญญาและอัตรากำไรเริ่มดีขึ้น โดย CoreWeave เด่นด้านขนาดธุรกิจและยอดรายได้รอรับรู้ $104 พันล้าน ส่วน Nebius เด่นด้านอัตราการเติบโตและอัตรากำไรของธุรกิจ AI Cloud ที่เกือบ 50%
  • อย่างไรก็ตามการลงทุนโดยตรงในหุ้น Neocloud ยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ทั้งจากราคาหุ้นที่ผันผวนสูง การใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ภาระหนี้ ความเสี่ยงจากการก่อสร้างและเชื่อมต่อไฟฟ้าล่าช้า การกระจุกตัวของลูกค้า ตลอดจนความเสี่ยงที่กำลังประมวลผลที่สร้างขึ้นจะมีอัตราการใช้งานต่ำกว่าคาด หากการลงทุนด้าน AI ของลูกค้ารายใหญ่ชะลอตัว นอกจากนี้ การรองรับชิปหลายค่ายยังทำให้โครงสร้างระบบมีความซับซ้อนและเพิ่มความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน
  • ด้วยเหตุนี้ แม้เรายังมองCoreWeave, Nebius และ IREN เป็นหุ้นที่น่าติดตามจากการเติบโตสูง แต่ในเชิงการลงทุนเรายังให้น้ำหนัก กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่หรือ Hyperscaler มากกว่า โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่ม Mag7 อย่าง Microsoft, Amazon และ Alphabet ซึ่งมีฐานะการเงินแข็งแกร่งกว่า มีกระแสเงินสดจากหลายธุรกิจ มีฐานลูกค้าที่กว้าง และสามารถรองรับเงินลงทุนด้าน AI จำนวนมากได้โดยมีความเสี่ยงต่อโครงสร้างเงินทุนน้อยกว่า Neocloud

ขณะเดียวกัน ในห่วงโซ่อุปทานเรายังมองบวกต่อ Memory/HBM เพราะไม่ว่าการแข่งขันระหว่าง Nvidia หรือชิป AI จากผู้ผลิตรายอื่นจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด การเพิ่มจำนวนตัวเร่ง AI และกำลังประมวลผลโดยรวมยังต้องใช้หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก จึงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงด้านรูปแบบธุรกิจของ Neocloud โดยตรง


 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Stocks Mentioned
NBIS.NB
CRWV.NB
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา, IAA

Offshore Investment Team Lead

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5