
สงครามราคา AI รุนแรงขึ้น หลัง Google ปรับลดค่าบริการแผน AI Plus ในสหรัฐฯ ลงเกือบ 40% พร้อมเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูล ขณะที่ OpenAI อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดราคาค่า Tokens เพื่อสู้กับ Anthropic ในตลาดองค์กร โดย INVX มองว่าบริการ AI อาจมีแนวโน้มกลายเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ง่าย โดย Google ที่มี Ecosystem แข็งแกร่งและครบวงจรจะได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะที่ผู้เล่นเฉพาะด้านอย่าง OpenAI และ Anthropic อาจเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไรและมูลค่าบริษัทในช่วงเตรียม IPO ท่ามกลางภาวะขาดทุนสะสม ส่วนกลุ่ม Hyperscaler เช่น MSFT, AMZN จะยังได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากปริมาณการประมวลผลและการใช้ศูนย์ข้อมูลที่ขยายตัวตามดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น
ในปัจจุบัน อุตสาหกรรม AI กำลังก้าวเข้าสู่กลยุทธ์ทางด้านราคาอย่างรุนแรง โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. Google ปรับลดราคาและเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลในสหรัฐฯ
2. OpenAI พิจารณาลดราคาอย่างรุนแรงเพื่อสู้กับ Anthropic
มุมมองของ INVX
ภาพการแข่งขันทางด้านราคา อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ AI จะกลายเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ง่าย โดยลูกค้าพร้อมจะเปลี่ยนค่ายหากมีตัวเลือกที่ถูกกว่า โดยบริษัทที่มีระบบครบวงจร หรือ Ecosystem แข็งแกร่ง และมีช่องทางการจัดจำหน่ายขนาดใหญ่อย่าง Google จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันแบบมัดรวมแพ็กเกจ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทที่ทำเฉพาะด้าน AI เช่น OpenAI หรือ Anthropic มีอัตรากำไรที่ลดลง
ทั้ง OpenAI และ Anthropic ต่างได้ยื่นไฟลิ่งแบบ Confidential เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ สงครามราคาที่กำลังเกิดขึ้นนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่าโมเดลธุรกิจของทั้งสองบริษัทจะสามารถทำกำไรและรักษามูลค่าที่สูงไว้ได้หรือไม่ ท่ามกลางภาวะที่บริษัททั้งสองยังคงขาดทุนปีละหลายพันล้านดอลลาร์จากค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานที่สูง ซึ่งสงครามราคาจะเลวร้ายขึ้นไปอีก หาก Anthropic ได้เข้าร่วมสงครามราคาครั้งนี้ด้วย จะทำให้อัตรากำไรของ OpenAI และ Anthropic มีแรงกดดันเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลให้ต่อมูลค่าบริษัทในการทำ IPO ต่ำลง
ขณะที่กลุ่ม Hyperscaler เช่น MSFT, AMZN เรายังมองว่ายังได้ประโยชน์ทางอ้อมอยู่ ไม่ว่าสงครามราคาจะรุนแรงเพียงใด ปริมาณการประมวลผล และความต้องการใช้ศูนย์ข้อมูลจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งานของผู้บริโภคที่สูงขึ้นจากราคาที่ถูกลง