สรุปสาระสำคัญ
Samsung กำลังเร่งใช้โอกาสจากการลงทุน AI ในสองด้านพร้อมกัน โดยธุรกิจรับจ้างผลิตชิปเริ่มมีอำนาจในการขึ้นราคามากขึ้น หลังความต้องการชิป AI สูงจนกำลังผลิตของ TSMC ตึงตัว ขณะเดียวกันบริษัทลงทุน 2.4 แสนล้านวอนเพื่อสร้างฐานผลิตระบบระบายความร้อนสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ในเกาหลีใต้ ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า Samsung ต้องการขยายบทบาทจากผู้ผลิตชิปและหน่วยความจำ ไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ครอบคลุมมากขึ้น และช่วยเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ในระยะกลาง-ยาว
1. ธุรกิจรับจ้างผลิตชิปเริ่มกลับมามีอำนาจกำหนดราคามากขึ้น
- Samsung ปรับขึ้นราคาบริการรับจ้างผลิตชิปขั้นสูงสำหรับคำสั่งซื้อใหม่สูงสุด 15% หลังความต้องการชิป AI เพิ่มขึ้นและกำลังการผลิตเริ่มตึงตัว โดยลูกค้าจีนและสหรัฐฯ ที่ใช้กระบวนการผลิต SF4 ถูกปรับราคาขึ้นประมาณ 10–15% ขณะที่ SF5 เพิ่มขึ้น 10–15% และเทคโนโลยี 8 นาโนเมตรเพิ่มขึ้นเกือบ 10%
- แรงส่งสำคัญมาจากลูกค้าจีนที่มีความต้องการสูงมาก ขณะที่ Samsung ไม่สามารถรองรับคำสั่งซื้อทั้งหมดได้ เพราะต้องแบ่งกำลังผลิตให้ลูกค้าสหรัฐฯ และสำรองบางส่วนสำหรับผลิตชิปของตัวเอง สะท้อนว่าภาวะกำลังผลิตตึงตัวกำลังช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคาของบริษัท
2. กำลังผลิต TSMC ที่ตึงตัวเปิดโอกาสให้ Samsung รับคำสั่งซื้อเพิ่ม
- แม้ Samsung ยังมีส่วนแบ่งรายได้ธุรกิจรับจ้างผลิตชิปเพียงประมาณ 7% เทียบกับ TSMC ที่มากกว่า 70% แต่ความต้องการชิป AI ทำให้กำลังผลิตขั้นสูงของ TSMC ถูกจองจำนวนมาก ส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนเริ่มกระจายคำสั่งซื้อไปยัง Samsung และ Intel มากขึ้น
- สายการผลิต SF4 ที่โรงงาน Pyeongtaek ของ Samsung เดินเครื่องเต็มกำลังมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทคาดว่ากระบวนการผลิตขั้นสูงจะสร้างรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจรับจ้างผลิตชิปในปีนี้ และรายได้จาก AI และการประมวลผลสมรรถนะสูงจะเพิ่มเป็นมากกว่า 30% จากเพียง 15–20% ในช่วงปลายปี 2025
3. การขึ้นราคาอาจเร่งให้ธุรกิจ Foundry กลับมาทำกำไรเร็วกว่าคาด
- ธุรกิจรับจ้างผลิตชิปของ Samsung ขาดทุนมาตั้งแต่ปี 2022 แต่การใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น อัตราผลผลิตที่ดีขึ้น และราคาขายที่แข็งแกร่งขึ้น อาจช่วยให้ธุรกิจนี้กลับมาทำกำไรได้เร็วขึ้น โดยนักวิเคราะห์บางรายมองว่ามีโอกาสเริ่มทำกำไรได้ตั้งแต่ปีหน้า
- นอกจากนี้ Samsung ยังได้ลูกค้ารายใหญ่เพิ่มขึ้น ทั้ง Tesla และ Apple รวมถึงข้อตกลงผลิตชิป AI กับ Broadcom ขณะที่ Nvidia ระบุว่า Samsung จะผลิตชิปสำหรับงานประมวลผล AI รุ่นใหม่ และ Google อยู่ระหว่างหารือใช้กระบวนการ SF4 ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจรับจ้างผลิตชิป
4. Samsung ขยายจาก “ผลิตชิป” ไปสู่ “ระบายความร้อนศูนย์ข้อมูล AI”
- อีกด้านหนึ่ง Samsung เตรียมลงทุนประมาณ 2.4 แสนล้านวอน เพื่อสร้างสายการผลิตระบบปรับอากาศและระบายความร้อนของ FläktGroup ที่เมือง Gwangju ในเกาหลีใต้ โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินงานภายในปี 2028 และจะเน้นรองรับความต้องการจากศูนย์ข้อมูล AI โดยตรง
- ผลิตภัณฑ์สำคัญคือ ชุดควบคุมและกระจายน้ำหล่อเย็น (CDU) ซึ่งควบคุมอุณหภูมิและแรงดันของของเหลวก่อนส่งเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ รวมถึงระบบจัดการอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์และอาคาร โดย Samsung ตั้งใจจำหน่ายทั้งระบบระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว
5. Liquid Cooling กำลังกลายเป็นอีกจุดคอขวดของโครงสร้างพื้นฐาน AI
- การลงทุนดังกล่าวสะท้อนปัญหาใหม่ของศูนย์ข้อมูล AI เนื่องจากชิปประมวลผลที่มีความหนาแน่นสูงสร้างความร้อนมากขึ้นจนระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบเดิมเริ่มไม่เพียงพอ ทำให้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวมีความสำคัญมากขึ้น
- Samsung จึงต้องการใช้ความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ของ FläktGroup ร่วมกับซอฟต์แวร์และความสามารถด้าน AI ของตัวเอง เพื่อสร้างระบบควบคุมอุณหภูมิและการใช้พลังงานของอาคารแบบครบวงจร โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจ HVAC กลายเป็น เครื่องยนต์การเติบโตใหม่ และก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นชั้นนำของโลกภายในปี 2030
6. กลยุทธ์ของ Samsung เริ่มครอบคลุมห่วงโซ่ AI กว้างขึ้น
- Samsung กำลังพยายามเพิ่มบทบาทในโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่ หน่วยความจำ, HBM, การรับจ้างผลิตชิป, ชิป AI, และ ระบบระบายความร้อนศูนย์ข้อมูล โดยธุรกิจชิปได้รับประโยชน์จากภาวะกำลังผลิตตึงตัว ขณะที่ธุรกิจ HVAC เปิดตลาดใหม่ที่เติบโตตามการลงทุนศูนย์ข้อมูล
- จุดเด่นคือรายได้จาก AI ในอนาคตอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฏจักรหน่วยความจำเพียงอย่างเดียว แต่กระจายไปสู่ธุรกิจที่มีโครงสร้างรายได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งการผลิตชิปและระบบโครงสร้างพื้นฐานประกอบ
ตารางสรุปประเด็นสำคัญของ Samsung
|
ประเด็น
|
รายละเอียด
|
ผลต่อ Samsung
|
|
ราคาผลิตชิป SF4
|
ปรับขึ้น 10–15% สำหรับลูกค้าจีนและสหรัฐฯ
|
บวกต่อรายได้และมาร์จิ้น
|
|
ราคาผลิตชิป SF5
|
ปรับขึ้น 10–15%
|
สะท้อนอำนาจต่อรองดีขึ้น
|
|
เทคโนโลยี 8 นาโนเมตร
|
ราคาปรับขึ้นเกือบ 10%
|
หนุนรายได้จากกระบวนการผลิตรุ่นเก่า
|
|
กำลังผลิต SF4
|
โรงงาน Pyeongtaek เดินเครื่องเต็มกำลัง
|
สะท้อนอุปสงค์แข็งแรง
|
|
ส่วนแบ่งตลาด Foundry
|
Samsung ราว 7% เทียบ TSMC มากกว่า 70%
|
ยังมีช่องว่างให้ขยายส่วนแบ่ง
|
|
AI/HPC
|
คาดสร้างรายได้มากกว่า 30% ของ Foundry ปีนี้
|
AI เริ่มเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
|
|
ธุรกิจระบายความร้อน
|
ลงทุน 2.4 แสนล้านวอน
|
เปิดแหล่งรายได้ใหม่
|
|
เริ่มผลิต
|
ภายในปี 2028
|
หนุนการเติบโตระยะกลาง
|
|
เป้าหมาย HVAC
|
ขึ้นเป็นผู้เล่นชั้นนำของโลกภายในปี 2030
|
กระจายธุรกิจออกจากชิป
|
มุมมองของ InnovestX
- มองเป็นบวกต่อ Samsung ในระยะกลาง-ยาว เพราะบริษัทกำลังได้ประโยชน์จาก AI พร้อมกันหลายด้าน การขึ้นราคาธุรกิจรับจ้างผลิตชิปสะท้อนว่ากำลังการผลิตเริ่มตึงตัวและอำนาจต่อรองดีขึ้น ซึ่งอาจเร่งการฟื้นตัวของกำไร ขณะที่การลงทุนในระบบระบายความร้อนช่วยเปิดตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตตามจำนวนและความหนาแน่นของศูนย์ข้อมูล AI
- อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Foundry ยังมีส่วนแบ่งต่ำกว่า TSMC มาก จึงต้องติดตามความสามารถในการรักษาอัตราผลผลิต คุณภาพการผลิต และการดึงลูกค้ารายใหญ่ให้ต่อเนื่อง
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน