สรุปสาระสำคัญ
การเปิดตัว Open USD หรือ OUSD ซึ่งเป็นการร่วมมือครั้งใหญ่ของกลุ่มภาคการเงินดั้งเดิมและภาคเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก นำโดย Visa, BlackRock และ Google ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการท้าชนกับเจ้าตลาดเดิมอย่าง Circle ด้วยโมเดลการแบ่งปันผลประโยชน์จากดอกเบี้ยสินทรัพย์สำรองและโครงข่ายที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจและเร่งการควบรวมสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับระบบการเงินกระแสหลักอย่างเป็นทางการ แม้ยังต้องเผชิญความท้าทายด้านความเร็วในการบริหารงานระบบสมาคมและกฎระเบียบของแต่ละประเทศก็ตาม
1. รายละเอียดการเปิดตัว Open USD หรือ OUSD
- การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์: พันธมิตรทางธุรกิจมากกว่า 140 บริษัท ภายใต้การนำของกลุ่ม Open Standard ร่วมมือกันเปิดตัวเหรียญดิจิทัลตรึงมูลค่าดอลลาร์สหรัฐใหม่ในชื่อ Open USD หรือ OUSD โดยมีกำหนดการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการภายในปี 2026 นี้
- เครือข่ายพันธมิตรระดับโลก: โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามอุตสาหกรรม ได้แก่
- ภาคการชำระเงินและสถาบันการเงิน: Visa, Mastercard, Stripe, American Express, BNY หรือ Bank of New York Mellon, Standard Chartered และ DBS
- ภาคการจัดการสินทรัพย์: BlackRock
- ภาคเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: Google Cloud, IBM และ Shopify
- ภาคสินทรัพย์ดิจิทัล: Coinbase, Ripple และเครือข่าย Solana ซึ่งจะเป็นบล็อกเชนหลักในการรองรับการทำธุรกรรมตั้งแต่วันแรก
- จุดเด่นเชิงโครงสร้าง: OUSD ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและการทำธุรกรรมขนาดใหญ่หรือ Enterprise-scale payments โดยชูจุดขายคือ การยกเว้นค่าธรรมเนียมในการผลิตหรือ Minting และการไถ่ถอนเหรียญหรือ Redemption โดยไม่มีข้อจำกัดด้านปริมาณธุรกรรม
2. วัตถุประสงค์และเหตุผลในการจัดตั้งโครงการ
การเปลี่ยนผ่านจากโมเดลผู้ผูกขาด สู่โมเดลแบ่งปันผลประโยชน์เชิงเครือข่าย
สถาบันการเงินและกลุ่ม TradFi ชั้นนำร่วมมือกันจัดตั้งระบบนี้ขึ้นมาด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ:
- การแย่งชิงรายได้จากผลตอบแทนสินทรัพย์สำรองหรือ Reserve Income Sharing: ในโมเดลธุรกิจ Stablecoin แบบดั้งเดิม เช่น USDC ของ Circle หรือ USDT ของ Tether เมื่อผู้ใช้งานนำเงินดอลลาร์มาแลกเหรียญ บริษัทผู้ออกเหรียญจะนำเงินทุนสำรองนั้นไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แล้วเก็บดอกเบี้ยทั้งหมดเข้าบริษัทตนเอง ซึ่งสร้างกำไรมหาศาลหลักพันล้านดอลลาร์ กลุ่มพันธมิตร OUSD จึงพลิกเกมด้วยการนำกำไรจากดอกเบี้ยพันธบัตรดังกล่าว มาจัดสรรและแบ่งปันให้แก่บริษัทพาร์ทเนอร์ในเครือข่ายทั้งหมดหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้ว ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ หันมาใช้ OUSD มากกว่า
- ความน่าเชื่อถือและการเชื่อมต่อกับโครงข่ายการเงินโลก: แบรนด์ระดับโลกอย่าง Visa, Mastercard และ BlackRock มีฐานลูกค้าและโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินเดิมที่ครอบคลุมทั่วโลกอยู่แล้ว การสร้างเหรียญที่เป็นมาตรฐานเปิดหรือ Open Standard และมีธรรมภิบาลร่วมกันหรือ Collaborative Governance โดยไม่ขึ้นตรงกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง จะช่วยทลายกำแพงความกังวลของภาคธุรกิจ และทำให้สามารถเสร็จสิ้นการชำระเงินหรือ Settlement บนระบบเดิมของโลกได้อย่างไร้รอยต่อ
3. กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบและมุมมองจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
- Circle Internet Group หรือ CRCL: ได้รับผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นอย่างรุนแรง โดยราคาหุ้นของ Circle ดิ่งลงทันทีถึง 15 ถึง 16 เปอร์เซ็นต์ในตลาดหุ้นนิวยอร์กหลังการประกาศเปิดตัว OUSD เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าโมเดลการแบ่งปันผลประโยชน์ของ OUSD จะเข้ามาทำลายโมเดลรายได้หลักของคู่แข่งโดยตรงอย่าง USDC
- มุมมองและกลยุทธ์ของ Circle: แม้จะเผชิญแรงกดดัน แต่ก่อนหน้านี้ Circle เพิ่งประกาศความร่วมมือกับ BNY ในการนำ USDC เข้าสู่แพลตฟอร์ม Digital Asset Custody เป็นเหรียญแรก โดยผู้บริหารของ Circle มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่มีเสถียรภาพและผ่านการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเข้มงวดเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การที่ Coinbase ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของ Circle และเป็นผู้ถือหุ้นใน Circle เข้าร่วมกลุ่ม OUSD ด้วยนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ Circle ต้องเร่งปรับกลยุทธ์การรักษาฐานลูกค้าอย่างหนัก
- Tether หรือ USDT: ได้รับผลกระทบทางอ้อมน้อยกว่า เนื่องจาก Tether มีฐานที่มั่นและสภาพคล่องสูงในตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Markets ผ่านเครือข่ายบล็อกเชนอื่น ขณะที่ OUSD พุ่งเป้าไปที่ตลาดสถาบันการเงินและองค์กรธุรกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นหลัก
4. ตารางวิเคราะห์ผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์
|
กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ 🟢
|
กลุ่มที่เสียประโยชน์ ❌
|
|
• กลุ่มพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง อาทิ Visa, BlackRock, Stripe, Google: ได้รับช่องทางรายได้ใหม่จาก Reserve Income และสามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้แพลตฟอร์มของตนเองได้มากขึ้น
|
• Circle และ Tether ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายเดิม: สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดและเผชิญความเสี่ยงที่อัตรากำไรหรือ Profit Margin จะลดลงจากการถูกบีบให้ต้องหันมาแบ่งเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยแข่งกับ OUSD
|
|
• ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการองค์กรหรือ Enterprise: สามารถบริหารจัดการเงินทุน โอนเงินข้ามประเทศ และชำระดุลค้าขายได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงเหลือศูนย์ และมีความปลอดภัยสูง
|
• โมเดลธุรกิจเหรียญเดี่ยวหรือ Single-issuer model: เหรียญ Stablecoin ขนาดเล็กที่ไม่มีเครือข่ายพันธมิตรรองรับ จะไม่สามารถแข่งขันในแง่ของผลประโยชน์และสเกลการใช้งานได้เลย
|
5. ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง
- ความล่าช้าจากระบบสมาคมหรือ Consortium Inertia: การมีผู้ร่วมขับเคลื่อนมากกว่า 140 บริษัท และการบริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการหรือ Board of Directors อาจส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจและการพัฒนาทางเทคโนโลยีเป็นไปได้อย่างล่าช้ากว่าบริษัทที่บริหารแบบเบ็ดเสร็จรายเดี่ยว
- ความท้าทายด้านกฎระเบียบโลกหรือ Regulatory Fragmentations: แม้ OUSD จะได้รับการส่งเสริมจากสภาที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัลของทำเนียบขาว แต่อุปสรรคสำคัญคือการผ่านเกณฑ์กำกับดูแลที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค เช่น กฎหมาย MiCA ของสหภาพยุโรป หรือกฎเกณฑ์ของธนาคารกลางในเอเชียแปซิฟิก เกี่ยวกับสิทธิ์ในการไถ่ถอนสินทรัพย์สำรองและการคุ้มครองผู้บริโภค
- การเชื่อมโยงระบบหรือ Interoperability: การทำให้เหรียญ OUSD สามารถวิ่งข้ามเชน ข้ามกระเป๋าเงินหรือ Wallets และสลับเข้าออกระบบธนาคารแบบเดิมได้อย่างมีเสถียรภาพโดยไม่เกิดช่องโหว่ทางเทคนิค เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์
6. แนวโน้มและทิศทางในอนาคต
- การเปลี่ยนแกนการแข่งขันของ programmable money: ตลาด Stablecoin จะเปลี่ยนจากการแข่งขันว่าเหรียญของใครมีมูลค่าตลาดหรือ Market Cap มากที่สุด ไปสู่การแข่งขันว่าโครงข่ายหรือระบบปฏิบัติการการเงินของใครมีผู้ใช้งานและระบบนิเวศใหญ่ที่สุด
- การควบรวมเข้ากับระบบการเงินกระแสหลัก: OUSD มีแนวโน้มที่จะถูกฝังเข้าไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังหรือ Backend Infrastructure ของการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ระบบรับชำระเงินของร้านค้า การจ่ายเงินเดือนพนักงานข้ามชาติหรือ Global Payouts และการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งในอนาคตผู้ใช้งานอาจจะไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่ากำลังใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่
- การกดดันให้เกิดมาตรฐานเปิด: ความสำเร็จของ OUSD จะบีบให้ผู้เล่นรายอื่นรวมถึงธนาคารกลางที่กำลังพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลหรือ CBDC ต้องปรับตัวเปิดกว้างและสร้างผลประโยชน์ร่วมกับพาร์ทเนอร์มากขึ้น เพื่อไม่ให้ตกขบวนรถด่วนสายการเงินดิจิทัลยุคใหม่นี้
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน