Offshore Stock Update

ทรัมป์เตรียมสั่งแบนอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่จากจีน

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|1 Jul 26 10:04 AM
1200x675_cmsv2_171d7fa5-b20b-5536-a4ab-9fae46a9bc77-9745675
สรุปสาระสำคัญ

รัฐบาลทรัมป์เตรียมสั่งแบนอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่จากจีนภายในสิ้นปี 2026 ครอบคลุมทั้งระบบโซลาร์และ BESS เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงไซเบอร์หลังพบความเสี่ยงที่ระบบกริดจะถูกโจมตี ซึ่งมาตรการนี้จะกดดันต้นทุนและทำให้โครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ Utility ของสหรัฐฯ ที่พึ่งพาอินเวอร์เตอร์จีนอยู่ถึง 40% ต้องหยุดชะงัก ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน The Power Crunch ในขณะเดียวกันเป็นโอกาสดีให้ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปอย่าง Nextpower, Enphase และ SolarEdge เข้ามายึดส่วนแบ่งตลาดแทนค่ายจีน พร้อมทั้งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Solid-State Transformer (SST) และคาดว่าจะมีการขยายวงล้อมไปกีดกันกลุ่มแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานจากจีนเพิ่มเติมในอนาคต

1. รายละเอียดกฎระเบียบการห้ามนำเข้า

  • โครงสร้างกฎระเบียบเชิงรุก: มาตรการนี้ได้รับการผลักดันโดยคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐอเมริกา หรือ FCC ซึ่งใช้โมเดลทางกฎหมายในลักษณะเดียวกับที่เคยประกาศบังคับใช้กับการสั่งห้ามนำเข้าอุปกรณ์โดรนและอุปกรณ์กระจายสัญญาณ หรือ Router จากสาธารณรัฐประชาชนจีนก่อนหน้านี้ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิเสธการออกใบอนุญาตและการห้ามนำเข้าอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่จากต่างประเทศ หรือ New Foreign Models เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา
  • ขอบเขตการควบคุมระบบโซลาร์และแบตเตอรี่: คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมมากกว่าอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป แต่ขยายผลไปถึง Battery Inverters ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ หรือ BESS เข้ากับโครงข่ายระบบไฟฟ้าหลักทั้งหมด
  • กรอบระยะเวลาและสถานะปัจจุบัน: แม้ว่าร่างกฎระเบียบดังกล่าวคาดว่าจะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในสิ้นปี 2026 แต่ในปัจจุบันภาคส่วนความมั่นคงและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกากลุ่ม RSC ซึ่งนำโดยคณะกรรมาธิการจำนวนมากกว่า 52 ท่าน กำลังดำเนินการยื่นหนังสือเร่งรัดไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือ Howard Lutnick เพื่อใช้อำนาจพิเศษร่วมกับกระทรวงพลังงานในการสกัดกั้นผู้ผลิตจากประเทศจีนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเตรียมบังคับใช้มาตรการตรวจสอบย้อนกลับความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ Vetting ของอุปกรณ์ที่ได้ทำการติดตั้งไปก่อนหน้านี้

2. เหตุผลหลักในการบังคับใช้มาตรการ

  • ความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางไซเบอร์ในระบบจ่ายไฟฟ้า: ข้อมูลจากการวิจัยเชิงลึกของหน่วยงานความมั่นคง อาทิ Strider Technologies ระบุว่า ระบบอินเวอร์เตอร์ของประเทศจีนจำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตเพื่ออัปเดตซอฟต์แวร์และรายงานผลการทำงาน ซึ่งหากรัฐบาลจีนสั่งการผ่านช่องทางลับหรือ Backdoor จะสามารถปิดการทำงานหรือรบกวนความถี่การจ่ายกระแสไฟฟ้าพร้อมกันในวงกว้าง ส่งผลให้ระบบจ่ายไฟฟ้าดับสะดุดเป็นระลอกคลื่นลามไปทั่วทั้งภูมิภาค หรือ Cascading Outages และ Cascading Blackouts
  • หลักฐานการตรวจพบอุปกรณ์สื่อสารแปลกปลอม: ผลการสืบสวนและการถอดรหัสชิ้นส่วนอินเวอร์เตอร์จากประเทศจีนในสหรัฐอเมริกา พบว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารลึกลับแฝงอยู่ภายใน หรือ Undisclosed Communication Devices ซึ่งเป็นอันตรายในลักษณะ Rogue Devices มีความสามารถในการข้ามผ่านระบบกำแพงไฟ หรือ Firewall ป้องกันความปลอดภัย และเปิดช่องทางให้แฮกเกอร์ควบคุมระบบจากระยะไกลได้โดยที่ผู้บริหารโรงไฟฟ้าไม่สามารถตรวจพบ
  • กรณีศึกษาจากข้อพิพาทเชิงพาณิชย์: ความกังวลดังกล่าวทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากมีรายงานพฤติการณ์ของบริษัทสัญชาติจีน อาทิ Ningbo Deye Technology ที่เคยสั่งปิดการทำงานจากระยะไกลหรือ Remote Kill Switch ของระบบอินเวอร์เตอร์บางส่วนในสหรัฐอเมริกาอันเนื่องมาจากข้อพิพาททางสัญญา หรือ Deye Dispute พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตจากประเทศจีนมีอำนาจในการแทรกแซงอธิปไตยเหนือระบบโครงข่ายไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาได้จริง
  • การดำเนินนโยบายตามกลุ่มสหภาพยุโรป: สหรัฐอเมริกาได้เร่งรัดกระบวนการนี้หลังจากคณะกรรมาธิการยุโรป หรือ EC ประกาศบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้อินเวอร์เตอร์จากประเทศจีนในทุกโครงการพลังงานที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากภาคสาธารณะ หรือ Publicly Funded Projects เพื่อป้องกันภัยคุกคามในลักษณะเดียวกัน

3. ผลกระทบและความเสี่ยงต่อภาคเศรษฐกิจ

  • วิกฤตคอขวดในภาคพลังงาน: ในปัจจุบันสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ หรือ The Power Crunch จากการขยายตัวของ ศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center สำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การสั่งห้ามนำเข้าอินเวอร์เตอร์จากประเทศจีนซึ่งเป็นผู้จัดหารายใหญ่ จะส่งผลให้การเปิดดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ล่าช้าออกไป และซ้ำเติมความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในอนาคต
  • ข้อจำกัดด้านทางเลือกในตลาดโรงไฟฟ้า: ผลการสำรวจระบุว่า บริษัทสาธารณูปโภค หรือ Utilities และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกามากกว่า 85% พึ่งพาอินเวอร์เตอร์ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงแจ้งเตือนว่า สหรัฐอเมริกายังไม่มีกำลังการผลิตภายในประเทศที่มากพอจะทดแทนได้ในทันที หากมีการบังคับใช้มาตรการถอดถอนและปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เก่าอย่างกะทันหัน หรือ Rip and Replace จะก่อให้เกิดความเสียหายเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
  • ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าของภาคประชาชน: อุปกรณ์อินเวอร์เตอร์จากกลุ่มประเทศตะวันตกหรือแหล่งทางเลือกอื่น มีราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกส่งผ่านไปยังผู้พัฒนาโครงการ และสะท้อนกลับมาเป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน

4. กลุ่มที่ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์จากมาตรการ

ภาคส่วนอุตสาหกรรม

ผลกระทบและนัยยะสำคัญต่อธุรกิจ

ตัวอย่างรายชื่อบริษัทและรหัสหลักทรัพย์

กลุ่มที่เสียประโยชน์

   

1. กลุ่มบริษัทเทคโนโลยี



และผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์จีน

สูญเสียรายได้และโอกาสการเติบโตในตลาดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของสหรัฐอเมริกาทันที และเผชิญแรงเทขายในตลาดหลักทรัพย์จากความกังวลของนักลงทุน

- Sungrow Power (300274.SZ)



- Ginlong Technologies / Solis (300763.SZ)



- GoodWe Technologies (688390.SS)



- Ningbo Deye Technology (605117.SS)



- Huawei Technologies

2. กลุ่มโรงไฟฟ้าและ



ภาคอุตสาหกรรม



(Utility / C&I)

เผชิญความเสี่ยงสูงสุดเนื่องจากมีสัดส่วนการพึ่งพาอินเวอร์เตอร์จีนสูงถึง 40% ของตลาด นโยบายนี้จะกดดันให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการพุ่งสูงขึ้น

- NextEra Energy (NEE)



- AES Corporation (AES)



- Brookfield Renewable Partners (BEP)

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ 🟢

   

1. กลุ่มผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์



ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

คาดการณ์ว่าสามารถเข้าทดแทนและครองส่วนแบ่งตลาดขนาดใหญ่แทนผู้ผลิตรายเดิมจากจีน

- Nextpower (NXT) (ผู้รับประโยชน์หลัก)



- Enphase Energy (ENPH)



- SolarEdge Technologies (SEDG)



- SMA Solar Technology (S92.DE)

2. ผู้ประกอบการในตลาด



ภาคครัวเรือน (Residential)

ไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบเนื่องจากตลาดระบบโซลาร์บนหลังคาเรือนในสหรัฐอเมริกาพึ่งพาแบรนด์ตะวันตกอยู่แล้วกว่า 90% และจะได้รับโอกาสในการขยายตัวเพิ่มขึ้น

- Sunrun (RUN)



- Sunnova Energy (NOVA)



- Tesla (TSLA) (ระบบ Inverter และ Powerwall)



- SunPower Inc. (SPWR)


5. แนวโน้มและทิศทางในอนาคต

  • การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีขั้นสูง: มาตรการกีดกันทางภาษีและการค้าจะตัดขาดเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ระบบดั้งเดิม หรือ Traditional Inverters และเป็นปัจจัยเร่งให้เงินทุนไหลเข้าสู่สถาปัตยกรรมโครงข่ายไฟฟ้ายุคใหม่อย่าง Solid-State Transformer หรือ SST ซึ่งบูรณาการระบบแปลงกระแสไฟฟ้าและหม้อแปลงอัจฉริยะเข้าด้วยกัน โดยอาศัยชิปสารกึ่งตัวนำขั้นสูงประเภท GaN หรือ SiC ที่ผลิตในประเทศเพื่อความปลอดภัยจากการฝังมัลแวร์ ตลอดจนการส่งเสริมระบบ Microinverter ที่แยกการทำงานรายแผงเพื่อลดความเสียหายเชิงระบบหากถูกโจมตีทางไซเบอร์
  • การจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัย: ในระยะเปลี่ยนผ่าน สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบความปลอดภัยขั้นสูงเพื่อทำหน้าที่แกะกล่องชิ้นส่วนและล้างซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องนำเข้าจากประเทศจีน เพื่อคัดกรองอุปกรณ์แปลกปลอมออกไปในระหว่างที่กำลังการผลิตทดแทนภายในประเทศยังไม่เพียงพอกับความต้องการ
  • การขยายขอบเขตการคว่ำบาตรสู่ระบบกักเก็บพลังงาน: นโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจและความมั่นคงภายใต้รัฐบาลทรัมป์ จะขยายผลจากอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ไปสู่ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานระดับอุตสาหกรรม ประเภท Lithium-ion BESS ซึ่งในปัจจุบันบริษัทสัญชาติจีน อาทิ CATL หรือ BYD เป็นผู้ครองตลาดหลัก โดยสหรัฐอเมริกาจะใช้โมเดลความมั่นคงนี้ในการกดดันให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ย้ายฐานการผลิตมาสู่สหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มประเทศพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Friend-shoring เท่านั้น

 

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5