PDF Available  
Thai Stock Update

พลังงาน: ภาครัฐมองหาแนวทางให้ลดราคาน้ำมันในประเทศโดยการขอความร่วมมือโรงกลั่นในการส่งกำไรส่วนเกินอุ้มราคาขายปลีกน้ำมัน

By ชัยพัชร ธนวัฒโน|4 Apr 26 3:10 PM
สรุปสาระสำคัญ

สรุปข่าว: รัฐเร่งขอความร่วมมือโรงกลั่นนำส่ง “กำไรส่วนเกิน” อุ้มราคาน้ำมัน

  • รัฐบาล โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง มีมติให้กระทรวงพลังงานเร่งเจรจากับผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อนำ กำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่น (GRM) ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมันในช่วงวิกฤติราคาพลังงานจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง โดยให้เร่งสรุป ต้นทุน–รายได้ที่แท้จริง ของโรงกลั่น ก่อนเสนอ ครม. ภายใน 6 เม.ย. 2569 แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการที่เคยใช้เมื่อ 21 มิ.ย. 2565
  • สาระสำคัญเชิงนโยบาย: จากที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นจาก War Premium ที่ถูกบวกทั้งในราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่น ทำให้ GRM สูงกว่าปกติ ภาครัฐเห็นว่าวิธีที่ “เร็วที่สุด” คือการดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นผ่านกลไกกองทุนน้ำมันฯ โดยไม่ต้องรอกฎหมายใหม่ (ต่างจาก Windfall Tax ที่ยังศึกษาอยู่) มีแนวคิดนำมาตรการกำไรส่วนเกินมาใช้เป็นรายเดือน (เริ่ม เม.ย. 2569) ตามความเหมาะสม ศึกษาการกำหนด เพดาน (Ceiling) และราคาต่ำสุด (Floor) ของ GRM ในระยะถัดไป

  • ตัวเลขและสมมติฐานที่กล่าวถึงคือ GRM บางวันสูงถึง ~Bt13/ลิตร แต่ ค่าเฉลี่ย มี.ค. 2569 ~Bt7/ลิตร หากหักต้นทุน War Premium ที่แท้จริงแล้ว ส่วนต่าง GRM จะ “แคบลง” แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ค่าการตลาด เป้าหมายที่เหมาะสม Bt2.45/ลิตร สำหรับทุกผลิตภัณฑ์ เพื่อคุมราคาหน้าปั๊ม

  • มุมมอง INVX: เราคาดเป็นลบต่อ Sentiment การลงทุนหุ้นโรงกลั่น ระยะสั้น–กลาง จากความเสี่ยงการถูกขอคืนกำไรส่วนเกิน และความไม่แน่นอนของกรอบ GRM (Ceiling/Floor) อย่างไรก็ตาม downside ต่อกำไร จะขึ้นกับ (1) นิยาม “กำไรส่วนเกิน”, (2) วิธีคำนวณ War Premium, และ (3) ระยะเวลาบังคับใช้ ความชัดเจนจะเพิ่มขึ้นหลังการประชุม ครม. 6 เม.ย. 2569

  • ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตราคาพลังงานปี 2565–2566 หลายประเทศเลือกใช้ windfall tax เป็นเครื่องมือหลักในการดึงรายได้จากกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงาน อย่างไรก็ตาม แนวทางของไทยแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ เช่น UK และ EU อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเชิงการออกแบบนโยบายและผลกระทบต่อ earnings visibility ของหุ้นพลังงาน

  • ความแตกต่างเชิงนโยบายสะท้อนบริบทพลังงานที่ไม่เหมือนกัน ไทยเป็น net oil importer ทำให้ upside ทางการคลังจากการเก็บ windfall tax มีจำกัด ขณะที่ความเสี่ยงต่อ supply และการลงทุนในระยะยาวสูงกว่า รัฐบาลจึงเลือกใช้เครื่องมือด้าน regulation และ fiscal buffer แทนการจัดเก็บภาษีฉุกเฉิน ในขณะที่ UK และหลายประเทศใน EU มี upstream exposure สูง การดึงกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตจึงเป็นทางเลือกที่ยอมรับได้ในเชิงการเมือง แม้จะแลกกับ downside ต่อ investment incentives

  • ประเทศไทย ไม่มีการจัดเก็บ petroleum windfall tax อย่างเป็นทางการ และไม่เคยออกกฎหมายภาษีฉุกเฉินที่เชื่อมโยงกับกำไรส่วนเกินจากราคาน้ำมันหรือก๊าซที่พุ่งสูงผิดปกติ แม้ในช่วง peak ของวิกฤตพลังงาน รัฐบาลเลือกบริหารความผันผวนผ่าน โครงสร้างภาษีเดิมและมาตรการด้านราคาขายปลีก มากกว่าการเพิ่มภาระภาษีต่อผู้ประกอบการ upstream และ downstream โดยตรง

  • ในปี 2565 ขอความร่วมมือ (voluntary) ให้โรงกลั่นนำส่งกำไรส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นเกินระดับปกติ (Windfall Profit) ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมัน โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเจรจาและคำนวณส่วนต่างกำไรเพื่อนำส่งเป็นเงินช่วยเหลือ ทำให้ ปตท. และโรงกลั่นบริจาคเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อลดผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ

  • สำหรับในปี 2569 นี้ผลกระทบจะเป็นเท่าไรในแต่ละบริษัท ต้องรอผลการเจรจากับโรงกลั่นและการพิจารณาของกระทรวงพลังงาน เพื่อนำเสนอให้ ครม. พิจารณาต่อไป

  • เรายังคงแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในระยะสั้น และหากต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการแทรกแซงของภาครัฐ เราแนะนำการลงทุนใน PTTEP ที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะธุรกิจน้ำมันเป็นธุรกิจในต่างประเทศ และเสียภาษีในระดับที่สูงกว่าธุรกิจอื่น ๆ อยู่แล้ว ส่วนธุรกิจก๊าซก็เสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่สูงถึง 50% อยู่แล้ว
Author
Slide12
ชัยพัชร ธนวัฒโน

นักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5