
1. ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทั่วโลก InnovestX มองเป็น ปัญหาเชิงเทคนิคจากการ unwind Yen carry trade มากกว่าปัญหาเชิงพื้นฐานที่จะดึงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง
1. เรามองว่าความผันผวนและการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลกครั้งนี้ เกิดจากปัจจัยทางเทคนิคที่เรียกว่า Yen Carry Trade Unwinding มากกว่าเป็นปัญหาเชิงพื้นฐานที่จะดึงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง (Hard Landing) ทั้งนี้ Yen carry trade เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่นักลงทุนใช้ในการกู้ยืมเงินในสกุลเยนญี่ปุ่นซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำและนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นหรือพันธบัตรของประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการ unwinding หรือการกลับตัวของ yen carry trade จะส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดการเงินและเศรษฐกิจโดยรวม โดยสาเหตุของการ unwinding ในครั้งนี้เกิดจากธนาคารกลางญี่ปุ่นมีนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น หลังจากที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น และทำให้นักลงทุนต้องคืนเงินกู้ในสกุลเยนมากขึ้น ส่งผลให้มีการขายสินทรัพย์ที่ลงทุนไปในตลาด
2. มองตัวเลขภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดแรงงานดูอ่อนแอลง ในเบื้องต้นเราได้ทำ Check list ของ Recession ดังเช่นรายการเคาะซื้อ เมื่อวันที่ 5 – 9 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจโดยรวมมีตัวเลขที่ชะลอตัวลง แต่ไม่ได้อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย
รูปประกอบ 1 Check list ของภาวะ Recession

ทั้งนี้เศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัวจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อลง ทำให้ Fed เริ่มดำเนินนโยบายการผ่อนคลาย (easing) ได้เร็วขึ้น หากพิจารณาดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ตอนนี้ที่ระดับ 5.25% - 5.5% จะเห็นว่า Fed มีกระสุนในการผ่อนคลายนโยบายการเงินได้อีกมาก ซึ่งนอกจาก Fed แล้ว ตอนนี้ทิศทางของธนาคารกลางส่วนใหญ่ของโลกจะอยู่ในภาวะผ่อนคลายเป็นส่วนมาก สำหรับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เองหลังจากขึ้นดอกเบี้ย 0.1% แล้วส่งผลให้เกิด yen carry trade unwinding เรามองว่า BOJ จะมีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะการฟื้นตัวของญี่ปุ่นปัจจุบันเองก็ยังเปราะบางอยู่มาก ในขณะที่ธุรกิจหลักอย่างยานยนต์กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่
3. ปัจจุบันนักลงทุนกลัวมากไปหรือไม่ ถ้าพิจารณาระดับของความกลัวของนักลงทุนจาก VIX Index ที่รอบนี้ปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 65 จุด อาจสรุปได้ว่าเป็นภาวะ Extremely panic ซึ่งเป็นระดับเดียวกับวิกฤติเศรษฐกิจ หากวัดจากระดับ VIX index ที่พุ่งขึ้นไประดับไปที่ 65 ในอดีต มีเพียง ปี 2008 (วิกฤติแฮมเบอเกอร์), ปี 2020 (วิกฤติ COVID) และหากเราลองดูสถิติการลงทุนหุ้น ณ VIX index extremely high (ตลาดตกใจ) และถือไว้ 3 - 6 เดือนขึ้นไป สถิติชี้ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก และมี Risk/Reward ที่คุ้มค่า ในการพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้น
รูปประกอบ 2 INVX ทำการศึกษาในดัชนี NASDAQ 100 นับตั้งแต่ 1990 – 2024 พบโดยเฉลี่ยผลตอบแทนการลงทุนและความเสี่ยงใน NASDAQ 100 มักจะเกิดขึ้นในช่วง 3 – 6 เดือนหลัง VIX แตะระดับ 40 – 50 จุดขึ้นไป

4. มองการเติบโตของกำไร (EPS growth) ของดัชนี S&P500 อยู่ในระดับที่มากกว่า +10% และ 17% สำหรับปี 2024 และ 2025 ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นระดับที่ดี และที่สำคัญคือการเติบโตจะเริ่มกระจายไปในหุ้นขนาดกลาง-ขนาดเล็กมากขึ้นซึ่งทำให้ภาพรวมดีมากขึ้น (Healthy มากขึ้น)
5. ราคาหุ้นหลายตัวปรับลดลงมาอยู่ที่น่าสนใจ (key level) โดยเฉพาะดัชนี S&P500, ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงมาอยู่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งถือว่าเป็นแนวรับที่สำคัญในเชิงปัจจัยทางเทคนิค
จากสถานการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากการปรับตัวลงดังกล่าวใกล้เคียงกับเหตุการณ์ Black Monday 1987 ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงค่อนข้างรุนแรงและสร้างความหวาดกลัวให้กับนักลงทุนเป็นวงกว้างจากทั้งประเด็นข่าวที่ถาโถมเข้ามาและความไม่ชัดเจนของสถานการณ์ตลาด เราอ้างอิงจากรายการเคาะซื้อเมื่อวันที่ 29 ก.ค. – 2 สิงหาคม 2024 แนะนำให้นักลงทุนสำรวจสัดส่วนการลงทุนตามกลยุทธ์ Core & Satellite Strategy และกำหนดกลยุทธ์การลงทุนดังแผนภาพด้านล่าง

ที่มา: Wealth Products & Strategy ข้อมูล ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2567
🎬 ติดตามคำแนะนำการลงทุนแบบเข้ม ชัด ลึก ได้ที่รายการเคาะซื้อ #WeeklyStrategy คลิก