พอร์ตการลงทุน: Global Inflation Plus Strategy (GIPS) [ความเสี่ยงต่ำ]
📊 สรุปผลการดำเนินงาน (Performance Summary)
ในเดือนกรกฎาคม 2026 พอร์ตการลงทุนมีผลการดำเนินงานดังนี้:
- ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม 2026: -1.37% (ดัชนีชี้วัด -0.57%)
- ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026: +2.65% (ดัชนีชี้วัด +1.93%)
- ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต (1 ก.ย. 2565): +21.09% (ดัชนีชี้วัด +30.01%)
พอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทน -1.37% ต่ำกว่าดัชนีชี้วัดที่ -0.57% ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปียังสูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +2.65% เทียบกับ +1.93% และผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตเมื่อ 1 ก.ย. 2565 อยู่ที่ +21.09%
💡 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Performance Attribution)
🟢 ปัจจัยบวก (Positive Factors)
- สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): +6.77% จากสัดส่วนการลงทุน 5% หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านล้มเหลวอีกครั้ง และทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง โดยสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของเดือนที่ +12.6%
- ทองคำ (Gold): +0.88% จากสัดส่วนการลงทุน 5% โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้น 0.6% และปิดเดือนที่ 4,045 เหรียญฯ ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นบริเวณแนวรับสำคัญ
- พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (TIPS): +0.41% จากสัดส่วนการลงทุน 10% โดยให้ผลตอบแทนเป็นบวกสวนทางกับตราสารหนี้ทั่วไป ในเดือนที่ตลาดกลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน
🔴 ปัจจัยลบ (Negative Factors)
- หุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): -9.42% จากสัดส่วนการลงทุน 5% เป็นผลจากแรงขายทำกำไรในเกาหลีใต้ที่ปรับลง 22.2% และไต้หวันที่ปรับลง 6.5% ภายในเดือนเดียว หลังจากทั้งสองตลาดปรับขึ้นมาแล้ว +114.7% และ +93.7% ในรอบ 1 ปี
- หุ้นโลก (World Equity): -2.41% จากสัดส่วนการลงทุน 20% แม้ดัชนีหุ้นโลกโดยรวมจะทรงตัวที่ +0.1% แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับฐาน โดย NASDAQ ปรับลง 3.2% สวนทางกับ NYSE ที่ปรับขึ้น 1.2%
- ตราสารหนี้โลก (Global Bonds): -1.73% จากสัดส่วนการลงทุน 45% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของพอร์ต โดยตราสารหนี้โลกปรับลง 1.6% จากความกังวลเงินเฟ้อที่กลับมาพร้อมราคาน้ำมัน ทำให้ตลาดให้ความน่าจะเป็นถึง 86% ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยภายในการประชุมเดือนธันวาคม 2026
🔄 การปรับพอร์ตและมุมมองการลงทุน (Portfolio Movements & Rationale)
คงน้ำหนักการลงทุน (Maintain Exposure)
ในเดือนกรกฎาคม 2026 ไม่มีการปรับสัดส่วนการลงทุน โดยพอร์ตยังคงน้ำหนักตามการทบทวนครั้งล่าสุด ที่มีผลตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2026 คือหุ้น 30% ตราสารหนี้ 60% สินค้าโภคภัณฑ์ 5% และทองคำ 5%
- คงน้ำหนักตราสารหนี้โลก 45% และพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ 10% เป็นแกนหลักของพอร์ต เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว ซึ่ง TIPS ช่วยป้องกันความเสี่ยงนี้โดยตรง
- คงน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีโลก 5% และหุ้นเอเชียแปซิฟิก 5% เพื่อรับโอกาสจากการลงทุนใน AI โดยบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกมีแผนใช้เงินลงทุนสร้าง Data Center รวมกันสูงถึง 7 ล้านล้านเหรียญฯ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตชิปและหน่วยความจำในเกาหลีใต้และไต้หวันได้ประโยชน์โดยตรง
- คงน้ำหนักทองคำ 5% ในฐานะประกันของพอร์ต โดยประเมินว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะทำให้ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อไป
แม้พอร์ตจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีชี้วัดในเดือนนี้ แต่คุณสมบัติหลักของกลยุทธ์ยังทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ กล่าวคือ ในวันที่ตลาดหุ้นโลกปรับลงแรงที่สุด 10 วันนับตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต GIPS ขาดทุนน้อยกว่า พอร์ตอ้างอิงแบบ 40/60 ถึง 8 ใน 10 วัน
📈 สัดส่วนการลงทุนรายสินทรัพย์ (Portfolio Allocation)
- KT-BOND (Global Bonds): น้ำหนัก 45.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -1.73%
- TLA-GEQ (World Equity): น้ำหนัก 20.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -2.41%
- KTILF (TIPS): น้ำหนัก 10.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +0.41%
- TLFVMR-ASIAX (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -9.42%
- B-INNOTECH (World Info. Tech. Equity): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +0.12%
- ES-TM (Money Market): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +0.05%
- SCBCOMP (Commodities): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +6.77%
- SCBGOLDH (Gold): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +0.88%
รวมทั้งสิ้น 100% แบ่งเป็นหุ้น 30% ตราสารหนี้ 60% และสินทรัพย์ทางเลือก 10%
พอร์ตการลงทุน: A. Stotz Global Asset Enhancing Strategy (GAES) [ความเสี่ยงปานกลาง]
📊 สรุปผลการดำเนินงาน (Performance Summary)
ในเดือนกรกฎาคม 2026 พอร์ตการลงทุนมีผลการดำเนินงานดังนี้:
- ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม 2026: -1.36% (ดัชนีชี้วัด -0.45%)
- ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026: +11.26% (ดัชนีชี้วัด +4.17%)
- ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต (1 ก.ย. 2565): +64.45% (ดัชนีชี้วัด +45.38%)
พอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทน -1.36% ต่ำกว่าดัชนีชี้วัดที่ -0.45% อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ +11.26% สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +4.17% อย่างมีนัยสำคัญ และผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตเมื่อ 1 ก.ย. 2565 อยู่ที่ +64.45%
💡 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Performance Attribution)
🟢 ปัจจัยบวก (Positive Factors)
- สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): +6.77% จากสัดส่วนการลงทุน 25% ซึ่งเป็นน้ำหนักที่สูงที่สุดในสามกลยุทธ์ และเป็นตัวชดเชยหลัก ที่ทำให้พอร์ตขาดทุนน้อยลงจากแรงกดดันฝั่งหุ้นเอเชีย โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาอีกครั้ง
- ทองคำ (Gold): +0.88% จากสัดส่วนการลงทุน 5% โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้น 0.6% และปิดเดือนที่ 4,045 เหรียญฯ ต่อออนซ์
- หุ้นสหรัฐฯ (US Equity): -0.10% จากสัดส่วนการลงทุน 25% แม้จะทรงตัวในแดนลบเล็กน้อย แต่ถือว่าประคองตัวได้ดี ในเดือนที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับฐาน และยังดีกว่าหุ้นโลกโดยรวม
🔴 ปัจจัยลบ (Negative Factors)
- หุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): -9.42% จากสัดส่วนการลงทุน 25% เป็นสาเหตุหลักเพียงรายการเดียวที่ทำให้พอร์ตให้ผลตอบแทน ต่ำกว่าดัชนีชี้วัดในเดือนนี้ โดยเกาหลีใต้ปรับลง 22.2% และไต้หวันปรับลง 6.5% จากแรงขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นมามากในรอบ 1 ปี
- หุ้นโลก (World Equity): -2.41% จากสัดส่วนการลงทุน 15% ตามการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดย NASDAQ ปรับลง 3.2% ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ปรับลงแรงเช่นกัน
- ตราสารหนี้โลก (Global Bonds): -1.73% จากสัดส่วนการลงทุน 5% เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นตามความคาดหวังเงินเฟ้อ
🔄 การปรับพอร์ตและมุมมองการลงทุน (Portfolio Movements & Rationale)
คงน้ำหนักการลงทุน (Maintain Exposure)
ในเดือนกรกฎาคม 2026 ไม่มีการปรับสัดส่วนการลงทุน โดยพอร์ตยังคงน้ำหนักตามการทบทวนครั้งล่าสุด ที่มีผลตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2026 คือหุ้น 65% ตราสารหนี้ 5% สินค้าโภคภัณฑ์ 25% และทองคำ 5%
- คงน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ 25% เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งกว่าตลาดพัฒนาแล้วอื่นอย่างยุโรปและญี่ปุ่น โดยประมาณการการเติบโตของกำไรบริษัทใน S&P 500 ปี 2026 อยู่ที่ 28% ซึ่งขับเคลื่อนโดยกลุ่มเทคโนโลยี ที่มีประมาณการเติบโตสูงถึง 53% ประกอบกับ valuation ของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับตลาดโลกที่เหลือเริ่มถูกลงเล็กน้อย
- คงน้ำหนักหุ้นเอเชียแปซิฟิก 25% แม้เป็นตัวถ่วงผลตอบแทนในเดือนนี้ เนื่องจากมองว่าปัจจัยพื้นฐาน ของภูมิภาคยังไม่เปลี่ยน โดยกองทุนให้น้ำหนักมากในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย ซึ่ง SK Hynix และ Samsung ครองส่วนแบ่งตลาดหน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) รวมกัน 79% ขณะที่ TSMC ครองส่วนแบ่งการผลิตชิป ขนาดไม่เกิน 16 นาโนเมตรที่ 72% และบริษัทไต้หวันผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI ประมาณ 90% ของโลก
- คงน้ำหนักสินค้าโภคภัณฑ์ 25% โดยประเมินว่าราคายังมีโอกาสปรับขึ้นต่อจากระดับปัจจุบัน หลังกลุ่มพลังงานเริ่มกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้ง ประกอบกับ EIA คาดว่าปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลก จะลดลงต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปี 2026 ก่อนจะเริ่มกลับมาสะสมใหม่
📈 สัดส่วนการลงทุนรายสินทรัพย์ (Portfolio Allocation)
- TLFVMR-ASIAX (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -9.42%
- K-US500X-A(A) (US Equity): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -0.10%
- SCBCOMP (Commodities): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +6.77%
- TLA-GEQ (World Equity): น้ำหนัก 15.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -2.41%
- KT-BOND (Global Bonds): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -1.73%
- SCBGOLDH (Gold): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +0.88%
รวมทั้งสิ้น 100% แบ่งเป็นหุ้น 65% ตราสารหนี้ 5% และสินทรัพย์ทางเลือก 30%
พอร์ตการลงทุน: A. Stotz Global Alpha Asset Strategy (GAAS) [ความเสี่ยงสูง]
📊 สรุปผลการดำเนินงาน (Performance Summary)
ในเดือนกรกฎาคม 2026 พอร์ตการลงทุนมีผลการดำเนินงานดังนี้:
- ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม 2026: -1.21% (ดัชนีชี้วัด -0.39%)
- ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026: +12.72% (ดัชนีชี้วัด +5.30%)
- ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต (1 ก.ย. 2565): +47.60% (ดัชนีชี้วัด +53.63%)
พอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทน -1.21% ต่ำกว่าดัชนีชี้วัดที่ -0.39% แต่ถือเป็นกลยุทธ์ที่ขาดทุนน้อยที่สุด ในสามกลยุทธ์ ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ +12.72% สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +5.30% และผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตเมื่อ 1 ก.ย. 2565 อยู่ที่ +47.60%
💡 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Performance Attribution)
🟢 ปัจจัยบวก (Positive Factors)
- สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): +6.77% จากสัดส่วนการลงทุน 8% รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแรง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านล้มเหลวอีกครั้ง
- ทองคำ (Gold): +0.88% จากสัดส่วนการลงทุน 15% ซึ่งเป็นน้ำหนักทองคำที่สูงที่สุดในสามกลยุทธ์ และช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ตามวัตถุประสงค์ โดยราคาทองคำปิดเดือนที่ 4,045 เหรียญฯ ต่อออนซ์
- หุ้นเทคโนโลยีโลก (World Info. Tech. Equity): +0.12% จากสัดส่วนการลงทุน 8% โดยทรงตัวได้ในเดือนที่ NASDAQ ปรับลง 3.2%
🔴 ปัจจัยลบ (Negative Factors)
- หุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): -9.42% จากสัดส่วนการลงทุน 8% เป็นกองทุนที่ปรับลงมากที่สุดในพอร์ต จากแรงขายทำกำไร ในเกาหลีใต้ที่ปรับลง 22.2% และไต้หวันที่ปรับลง 6.5%
- หุ้นโลก (World Equity): -2.41% จากสัดส่วนการลงทุน 25% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของพอร์ต ตามการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
- ตราสารหนี้โลก (Global Bonds): -1.73% จากสัดส่วนการลงทุน 10% จากความกังวลเงินเฟ้อที่กลับมาพร้อมราคาน้ำมัน
- หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโลก และหุ้นกลุ่มสุขภาพโลก (World Infrastructure / Healthcare Equity): -1.10% และ -0.79% จากสัดส่วนการลงทุนกลุ่มละ 13% ซึ่งแม้จะปรับลง แต่ยังทำหน้าที่เชิงรับได้ดี เมื่อเทียบกับหุ้นโลกที่ปรับลง 2.41%
🔄 การปรับพอร์ตและมุมมองการลงทุน (Portfolio Movements & Rationale)
คงน้ำหนักการลงทุน (Maintain Exposure)
ในเดือนกรกฎาคม 2026 ไม่มีการปรับสัดส่วนการลงทุน โดยพอร์ตยังคงน้ำหนักตามการทบทวนครั้งล่าสุด ที่มีผลตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2026 คือหุ้น 67% ตราสารหนี้ 10% สินค้าโภคภัณฑ์ 8% และทองคำ 15%
- คงน้ำหนักหุ้นกลุ่มสุขภาพ 13% และหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 13% ซึ่งเป็นน้ำหนักที่ตั้งใจให้พอร์ต มีลักษณะเชิงรับ เนื่องจากทั้งสองกลุ่มอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาดโดยรวม
- คงน้ำหนักทองคำ 15% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในสามกลยุทธ์ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
- คงน้ำหนักหุ้นเอเชียแปซิฟิก 8% และหุ้นเทคโนโลยีโลก 8% เพื่อรับโอกาสจากวัฏจักรการลงทุนใน AI ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง
การจัดพอร์ตในลักษณะเชิงรับนี้ทำให้ GAAS ขาดทุนน้อยกว่าพอร์ตอ้างอิงแบบ 60/40 ถึง 8 ใน 10 วัน ที่ตลาดหุ้นโลกปรับลงแรงที่สุดนับตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต ในทางกลับกัน โครงสร้างนี้เป็นความเสี่ยงในตัวเอง หากตลาดกลับเข้าสู่โหมด Risk-on อย่างรวดเร็ว เนื่องจากพอร์ตจะปรับขึ้นช้ากว่าตลาด
📈 สัดส่วนการลงทุนรายสินทรัพย์ (Portfolio Allocation)
- TLA-GEQ (World Equity): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -2.41%
- SCBGOLDH (Gold): น้ำหนัก 15.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +0.88%
- ES-HEALTHCARE (World Healthcare Equity): น้ำหนัก 13.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -0.79%
- KKP GINFRAEQ-H (World Infrastructure Equity): น้ำหนัก 13.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -1.10%
- KT-BOND (Global Bonds): น้ำหนัก 10.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -1.73%
- TLFVMR-ASIAX (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): น้ำหนัก 8.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม -9.42%
- B-INNOTECH (World Info. Tech. Equity): น้ำหนัก 8.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +0.12%
- SCBCOMP (Commodities): น้ำหนัก 8.0% | ผลตอบแทนเดือนกรกฎาคม +6.77%
รวมทั้งสิ้น 100% แบ่งเป็นหุ้น 67% ตราสารหนี้ 10% และสินทรัพย์ทางเลือก 23%
วิธีการซื้อ Intelligent Portfolios ผ่าน InnovestX Application

หมายเหตุ:สำหรับกองทุนที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนใน Model ใหม่ ทั้งนี้ อาจมีการซื้อขายเกิดขึ้นได้ หากน้ำหนักการลงทุนปัจจุบันในกองดังกล่าวไม่เท่ากับน้ำหนักการลงทุนตาม Model อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปงของราคาตลาดในช่วงที่ผ่านมา โดยจะปรับให้สัดส่วนการลงทุนในพอร์ตของท่านเป็นไปตาม Model
คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม l ผลตอบแทนที่แสดงเป็นผลตอบแทนตามแบบจำลองของพอร์ต (Model Performance) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนภาพรวมของการเคลื่อนไหวของพอร์ตการลงทุนในเชิงนโยบายเท่านั้น ผลตอบแทนจริงของลูกค้าแต่ละรายอาจแตกต่างจากผลตอบแทน ข้างต้น I ไม่รวมค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุน