
การปรับพอร์ตครั้งนี้เป็นการหมุนกำไรจากรอบที่ผ่านมาเข้าสู่โอกาสที่เราเห็นชัดขึ้นในระยะถัดไป พอร์ตเดิมทำหน้าที่ได้ตามที่ตั้งใจ โดยหุ้นเทคโนโลยีโลกและหุ้นสหรัฐฯ เป็นตัวสร้างผลตอบแทนหลัก และเราใช้จังหวะนี้ขายทำกำไรออกมา เพื่อเข้าลงทุนในโอกาสรอบถัดไป เรายังมองว่าวัฏจักรการลงทุน AI ยังไม่จบ และเลือกลงทุนในส่วนที่กำไรเติบโตเร็วที่สุด คือหุ้นเทคโนโลยีโลกที่เน้นชั้นโครงสร้างพื้นฐาน และเกาหลีใต้ซึ่งเป็นฐานชิปหน่วยความจำ ขณะเดียวกันเราเพิ่มน้ำหนักญี่ปุ่นเพื่อรองรับกรณีที่เม็ดเงินลงทุนเริ่มกระจายออกจากกลุ่มผู้นำ และยังคงสถานะในหุ้นเหมืองทองคำที่ valuation ลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี รวมถึงหุ้นพลังงานที่ได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งอิหร่านในระยะสั้น

การปรับพอร์ตครั้งนี้เราขายทำกำไรสามกองทุน และตัดขาดทุนสองกองทุน โดยผลตอบแทนรายกองทุนเป็นดังนี้

กองทุนที่ขายออกทั้งจำนวน: KKP EWUS500-UH 30% (หุ้นสหรัฐฯ ถ่วงน้ำหนักเท่ากัน) · K-GTECH 20% (เทคโนโลยีโลก) · K-SEMQ 20% (หุ้นตลาดเกิดใหม่) · TCHTECH-A 20% (เทคโนโลยีจีน) · DAOL-GOLD 10% (หุ้นเหมืองทองคำ)
Rationale: การลงทุนใน AI ได้กลายเป็นวัฏจักรการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจโลกรอบนี้ โดยเม็ดเงินลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับ AI มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเม็ดเงินส่วนใหญ่ลงไปที่ชั้นโครงสร้างพื้นฐานก่อนเป็นลำดับแรก ทั้งชิปประมวลผล อุปกรณ์เครือข่าย และระบบที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นชั้นที่อุปสงค์ยังสูงกว่าอุปทาน ผู้ผลิตจึงยังเป็นฝ่ายกำหนดราคาและได้รับประโยชน์ก่อนส่วนอื่นในห่วงโซ่
สิ่งที่ยืนยันว่านี่คือการเติบโตของธุรกิจจริง ไม่ใช่เพียงกระแสเงินลงทุน คือความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (forward ROE) ของกลุ่มเทคโนโลยีโลกอยู่ที่ราว 37% เทียบกับราว 24% เมื่อสองปีก่อน และสูงเป็นสองเท่าของตลาดหุ้นโลกโดยรวมที่ราว 18% ด้านราคา แม้ดัชนีจะปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่ประมาณการกำไรถูกปรับขึ้นเร็วกว่า ทำให้ forward P/E อยู่ที่ราว 17.7 เท่า ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยของ 10 ปีที่ผ่านมา เราจึงให้กลุ่มนี้เป็นสถานะหลักของพอร์ตที่ 35% ผ่านกองทุนเชิงรุกที่เน้นชั้นโครงสร้างพื้นฐานของ AI ซึ่งถือหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ราว 45% ของพอร์ต
Rationale: เกาหลีคือหัวใจของชิปหน่วยความจำซึ่งเป็นคอขวดสำคัญของการขยาย AI ทั่วโลก โดยโครงสร้างอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปจากอดีต ผู้ผลิตหลักเหลือไม่กี่ราย มีวินัยด้านกำลังการผลิต และชิป HBM ทำให้อำนาจกำหนดราคาย้ายมาที่ฝั่งผู้ผลิต แม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นแรง แต่ยังช้ากว่าประมาณการกำไรที่ถูกปรับขึ้นถึง 97% ในรอบ 6 เดือน ทำให้ forward P/E ลงมาอยู่ที่เพียง 5.2 เท่า ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี อย่างไรก็ดี แรงเก็งกำไรในประเทศอยู่ในระดับสูงและกฎคุม Leverage ETF ที่เริ่มมีผลในเดือนนี้มีแนวโน้มที่จะสร้างความผันผวนในระยะสั้น เราจึงคุมน้ำหนักไว้ที่ 20% และมองความผันผวนเป็นจังหวะทยอยสะสม ตราบใดที่วัฏจักรกำไรไม่เปลี่ยน
Rationale: แรงหนุนของตลาดญี่ปุ่นรอบนี้เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้าง และเดินหน้าต่อเนื่อง การปฏิรูปบรรษัทภิบาลกดดันให้บริษัทลดเงินสดส่วนเกินและคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้น ขณะที่แผนการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนช่วยหนุนการลงทุนในประเทศ ผลที่ตามมาคือความสามารถในการทำกำไรที่ทยอยดีขึ้นจริง โดยผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นล่วงหน้า (forward ROE) ของตลาดขยับจากราว 9% เมื่อสองปีก่อน มาอยู่ที่ราว 10% ในปัจจุบัน
ญี่ปุ่นยังเป็นตลาดที่ได้ประโยชน์หากเม็ดเงินลงทุนเริ่มกระจายออกจากกลุ่มผู้นำที่ปรับขึ้นมามาก เราจึงเลือกลงทุนผ่านกองทุนที่เน้นหุ้นคุณค่า (value) มากกว่ากองทุนที่กระจุกในหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว เนื่องจากทั้งการกระจายตัวของเม็ดเงินและแรงกดดันจากการปฏิรูปต่างไปตกที่หุ้นในวงกว้าง โดยเฉพาะบริษัทที่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีซึ่งถูกเรียกร้องให้ปรับปรุงผลตอบแทนมากที่สุด ด้านราคา forward P/E อยู่ที่ราว 16 เท่า ซึ่งตึงตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา แต่หาก ROE ยังถูกปรับขึ้นต่อเนื่องตามการปฏิรูป ตลาดย่อมให้ค่า P/E ที่สูงขึ้นได้ เราจึงคุมน้ำหนักไว้ที่ 20%
Rationale: ดัชนีหุ้นเหมืองทองโลกปรับลงกว่า 33% จากจุดสูงสุดต้น มี.ค. จากแรงกดดันดอกเบี้ยแท้จริงที่ปรับสูงขึ้นและดอลลาร์ที่แข็งค่า การปรับฐานรอบนี้ทำให้ valuation ของกลุ่มเมื่อเทียบกำไรเข้าสู่โซนถูกมาก โดย forward P/E อยู่ที่ราว 9.7 เท่า ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ขณะที่แรงซื้อทองคำของธนาคารกลางยังเป็นแรงหนุนหลักของราคาทองคำในระยะยาว และมีแนวโน้มกลับมาเร่งตัวตั้งแต่เดือน ก.ย. เป็นต้นไป ทำให้เรามองว่า Downside เริ่มจำกัด เราจึงใช้จังหวะนี้เปลี่ยนกองทุนและเพิ่มน้ำหนักเป็น 15%
ทั้งนี้เราเปลี่ยนกองทุนที่ใช้ลงทุนในหุ้นเหมืองทองคำ เนื่องจากกองทุนหลักใหม่ลงทุนในหุ้นเหมืองเต็มสัดส่วน ซึ่งตรงกับความตั้งใจของเราที่ต้องการรับ leverage ของหุ้นเหมืองต่อราคาทองคำ ขณะที่กองทุนหลักเดิมเป็นกลยุทธ์ที่ผสมทองคำแท่งเข้ากับหุ้นเหมือง
Rationale: หุ้นพลังงานได้ประโยชน์โดยตรงหากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้น เนื่องจากตลาดน้ำมันอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านอุปทานในภูมิภาคนี้เป็นพิเศษ ความไม่แน่นอนที่กลับมาแต่ละครั้งจึงมักสะท้อนเข้าสู่ราคาน้ำมันและราคาหุ้นกลุ่มพลังงานอย่างรวดเร็ว เราจึงถือกลุ่มนี้ไว้เพื่อรับโอกาสจากความผันผวนดังกล่าว
ในเชิงธุรกิจ บริษัทในกลุ่มนี้ผ่านรอบการลงทุนหนักมาแล้ว ปัจจุบันเน้นวินัยทางการเงินและการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นมากกว่าการเร่งขยายกำลังการผลิต ทำให้ยังสร้างกระแสเงินสดและจ่ายเงินปันผลได้ต่อเนื่องแม้ราคาน้ำมันทรงตัว ขณะที่ในระยะยาว การขยายศูนย์ข้อมูลทำให้ความต้องการพลังงานเติบโตเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ดี การปรับประมาณการกำไรรอบนี้ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้ง ซึ่งอาจปรับตัวลงได้หากความขัดแย้งคลี่คลาย เราจึงคุมน้ำหนักไว้เพียง 10%

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ลงทุนอยู่ในปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอจะเข้าสู่ช่วงเตรียมความพร้อม (Preparation Period) ตั้งแต่วันที่ 11 - 14 สิงหาคม 2569 ซึ่งท่านจะไม่สามารถเพิ่มหรือถอนเงินลงทุนได้ และจะเริ่มต้นกระบวนการปรับพอร์ตลงทุน (Rebalance Period) ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จนกว่าการปรับพอร์ตจะเสร็จสิ้น โดยในช่วงดังกล่าวท่านจะไม่สามารถถอนเงินลงทุนออกได้
หมายเหตุ: สำหรับกองทุนที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนใน Model ใหม่ ทั้งนี้ อาจมีการซื้อขายเกิดขึ้นได้ หากน้ำหนักการลงทุนปัจจุบันในกองดังกล่าวไม่เท่ากับน้ำหนักการลงทุนตาม Model อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาดในช่วงที่ผ่านมา โดยจะปรับให้สัดส่วนการลงทุนในพอร์ตของท่านเป็นไปตาม Model
คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์