Keyword
Company History

Apple (AAPL) ครองใจผู้ใช้งาน iOS ยืนหนึ่งถึงปัจจุบัน ด้วยผลิตภัณฑ์ iPhone, iPad, Macbook

26 Jun 25 5:11 PM
Apple (AAPL) ครองใจผู้ใช้งาน iOS ยืนหนึ่งถึงปัจจุบัน ด้วยผลิตภัณฑ์ iPhone, iPad, Macbook
สรุปสาระสำคัญ

Apple (AAPL) เป็นบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันที่จดทะเบียนใน NASDAQ Global Select Market โดดเด่นด้วยกลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) แบบครบวงจรที่ทำให้ลูกค้าติดใจและพึ่งพาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมฐานผู้ใช้กว่า 2.35 พันล้านอุปกรณ์และรายได้ธุรกิจบริการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง Apple ยังเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent 7) และเป็นแกนนำในดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะเดียวกันบริษัทกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) ที่คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในอนาคต ทั้งที่ราคาสินค้าสูงขึ้นทุกปี แต่ผู้บริโภคก็ยังยอมจ่ายอย่างเต็มใจ สะท้อนถึงอิทธิพลของแบรนด์และคุณภาพที่เหนือความคาดหวัง จนทำให้ Warren Buffett นักลงทุนระดับโลกเลือกถือหุ้น Apple เป็นสัดส่วนสูงสุดในพอร์ตของ Berkshire Hathaway

ประวัติและความเป็นมาของ Apple

 

Apple ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 โดย Steve Jobs และ Steve Wozniak ในโรงรถที่รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเริ่มจากการพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกอย่าง Apple I และ Apple II ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการเทคโนโลยี ต่อมาในปี 1984 Apple เปิดตัว Macintosh ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ใช้ระบบ Graphical User Interface (GUI) ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้น แต่หลังจาก Jobs ออกจากบริษัทในปี 1985 Apple ก็เผชิญช่วงเวลาท้าทาย ก่อนที่เขาจะกลับมาในปี 1997 พร้อมการสนับสนุนทางการเงินจาก Microsoft ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท

 

หลังจากนั้น Apple ได้ปฏิวัติวงการด้วยการเปิดตัว iPod และ iTunes ในปี 2001 ตามด้วย iPhone ในปี 2007 และ iPad ในปี 2010 ที่สร้างตลาดใหม่ให้กับแท็บเล็ต หลังการเสียชีวิตของ Jobs ในปี 2011 Tim Cook รับตำแหน่ง CEO และนำบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นบริษัทแรกของโลกที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ Warren Buffett เริ่มซื้อหุ้น Apple ตั้งแต่ปี 2016 และยังคงถือครองอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดในปี 2025 Apple ยังคงขยายธุรกิจด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี AI, VR/AR รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต

 

 

โครงสร้างรายได้ที่หลากหลายและมั่นคงของ Apple

 

Apple มีโครงสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งจาก 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

 

  1. iPhone – 52% ของรายได้รวม
    เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้สูงสุดของ Apple และเป็นประตูสู่การเข้าถึงระบบนิเวศของบริษัท ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับสมาร์ตโฟนเป็นอุปกรณ์หลักในชีวิตประจำวัน กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่โลก Mobile-first และการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค
  2. Services – 24% ของรายได้รวม
    กลุ่มธุรกิจบริการที่เติบโตเร็วที่สุดของ Apple ประกอบด้วยบริการอย่าง iCloud, Apple Music, App Store และ AppleCare ที่สร้างรายได้ประจำและเพิ่มคุณค่าให้กับอุปกรณ์ Apple ในระยะยาว กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคงจากกระแส Digitalization และความนิยมในโมเดล Subscription ทั่วโลก

  3. Wearables, Home และ Accessories – 10% ของรายได้รวม
    กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริม เช่น Apple Watch, AirPods และ HomePod ที่ช่วยเชื่อมต่อและขยายประสบการณ์การใช้งาน Apple Ecosystem ในชีวิตประจำวัน กลุ่มธุรกิจนี้ได้รับแรงหนุนจากกระแสสุขภาพดิจิทัลและการใช้ชีวิตแบบอัจฉริยะที่กำลังเติบโตทั่วโลก

  4. Mac – 8% ของรายได้รวม
    ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ที่มุ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้มืออาชีพและภาคการศึกษา ด้วยชิป Apple Silicon ที่เน้นประสิทธิภาพสูงและการประหยัดพลังงาน กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตจากเทรนด์การทำงานแบบ Hybrid และความต้องการอุปกรณ์ระดับโปรที่เพิ่มขึ้น

  5. iPad – 7% ของรายได้รวม
    แท็บเล็ตยอดนิยมที่ตอบโจทย์การเรียนรู้และการทำงานจากทุกที่ โดยเฉพาะในภาคการศึกษาและองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นในการใช้งาน กลุ่มธุรกิจนี้เติบโตต่อเนื่องจากแนวโน้ม Remote Work และ Mobile Productivity

nhhy.png

 

กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและจุดแข็ง

 

Apple มีกลยุทธ์หลักคือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจรและเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อระหว่าง hardware, software, และ services ผ่าน 6 แพลตฟอร์มระบบปฏิบัติการหลัก ได้แก่ iOS, iPadOS, macOS, watchOS, visionOS, และ tvOS สิ่งนี้ทำให้ผู้ใช้เกิด Switching Cost สูงในการเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง นอกจากนี้ Apple ยังมีจุดแข็งในการควบคุมคุณภาพตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย รวมถึงการลงทุนใน Research and Development อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต การมีร้าน Apple Store กว่า 500 แห่งทั่วโลกก็ช่วยสร้างประสบการณ์การซื้อขายที่ไม่เหมือนใครและเสริมภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียม

 

 

ปรียบเทียบกับคู่แข่งระดับโลก

 

เทียบกับ Samsung (KRX: 005930) ในตลาดเกาหลี: Samsung ก่อตั้งในเกาหลีใต้ปี 1938 โดย Lee Byung Chul เริ่มจากธุรกิจการค้า ก่อนขยายสู่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟน โทรทัศน์ ชิป และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายประเภท ส่วน Apple ก่อตั้งในสหรัฐฯ ปี 1976 โดย Steve Jobs เริ่มต้นด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก่อนพัฒนาสู่แบรนด์ระดับโลกด้านสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล ทั้งสองบริษัทแข่งขันกันในตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงทั่วโลก

 

รายได้หลักของ Samsung มาจากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ใช้กลยุทธ์ขยายตลาดผ่านความหลากหลายของสินค้าและเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูง ในขณะที่ Apple มีรายได้หลักจากสมาร์ทโฟน iPhone และบริการดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการสร้างระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์ (Ecosystem) ที่เชื่อมต่อกัน เพื่อเพิ่มความภักดีของลูกค้าและสร้างรายได้ระยะยาวผ่านบริการเสริมต่างๆ เช่น App Store และ iCloud

 

 

เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทในไทย

 

เทียบกับ Jaymart (JMART): แม้ในตลาดไทยจะไม่มีบริษัทที่พัฒนาและผลิตสมาร์ตโฟนครบวงจรแบบ Apple โดยตรง แต่ Jaymart มีแนวคิดที่คล้ายกันในบางมิติ โดยเริ่มจากธุรกิจค้าปลีกสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์เสริมหลากหลายแบรนด์ ก่อนขยายไปสู่บริการทางการเงิน เช่น สินเชื่อมือถือ ประกัน และ FinTech เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจของตนเอง Apple ก็พัฒนาเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พร้อมสร้างระบบนิเวศแบบปิด ขณะที่ Jaymart เน้นเชื่อมโยงบริการด้านการเงินกับการใช้ชีวิตประจำวันในบริบทตลาดไทย แม้ขนาดธุรกิจและเทคโนโลยีจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองต่างใช้ การผสานเทคโนโลยีและบริการ เป็นหัวใจของการเติบโต

 

 

ความท้าทายและความเสี่ยง

 

Apple เผชิญความท้าทายสำคัญหลายประการ รวมถึงการชะลอตัวของตลาดสมาร์ทโฟน ที่ทำให้การเติบโตของ iPhone หยุดนิ่ง ประกอบกับผู้บริโภคเริ่มใช้โทรศัพท์นานขึ้นก่อนเปลี่ยนรุ่นใหม่ การพึ่งพารายได้หลักจาก iPhone มากกว่า 50% ทำให้เสี่ยงต่อการผันผวนในตลาดสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศเรื่องการผูกขาด โดยเฉพาะ App Store ที่เก็บค่าคอมมิชชั่น 30% และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาด AI จากบริษัทใหญ่อย่าง Google, Microsoft, และ Meta ที่มีการพัฒนา AI ที่ล้ำหน้ากว่า รวมถึงความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและตลาดที่สำคัญ

 

 

อนาคตและโอกาส

 

Apple มีโอกาสเติบโตจากหลายปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น iPhone, iPad และ Mac ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้อัพเกรดเครื่องเพื่อใช้งานฟีเจอร์ AI ได้เต็มประสิทธิภาพ ธุรกิจบริการ (Services) ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยอัตรากำไรสูง อีกทั้ง Apple ยังมุ่งขยายตลาดในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีศักยภาพสูง เช่น อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Apple Vision Pro ที่เจาะตลาด VR/AR และการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไร้คนขับ ยังช่วยเปิดโอกาสเติบโตในระยะยาวได้อย่างมาก

 

สนใจลงทุนในหุ้น Apple (Ticker: AAPL, DR: AAPL80) และหุ้นเทคโนโลยีอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน คลิกเลย! 👉https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

Stocks Mentioned
AAPL.NB
Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5