Derivatives

คำสั่งซื้อขาย TFEX ที่ต้องใช้จริง: Market, Limit, Stop และควรใช้ตอนไหน

17 Mar 26 3:14 PM
รู้จักผลิตภัณฑ์ลงทุน3
สรุปสาระสำคัญ

คำสั่งพื้นฐานที่มือใหม่ TFEX ควรรู้ มีอย่างน้อย 3 กลุ่ม คือ Limit Order สำหรับกำหนดราคาเอง, Market/MP หรือ MP-MTL สำหรับเน้นความเร็วในการเข้าตลาด และ Stop / Stop Limit สำหรับให้คำสั่งมีผลเมื่อราคาเข้าเงื่อนไขที่กำหนด

TFEX อธิบายว่า Limit Order คือคำสั่งที่ระบุราคาซื้อหรือขายไว้ชัดเจน, Stop Order คือคำสั่งที่มีผลในระบบเมื่อราคาตลาดเคลื่อนไหวมาถึงระดับที่กำหนด, และ Stop Limit Order คือคำสั่งที่เมื่อเข้าเงื่อนไขแล้วจะส่งคำสั่งแบบระบุราคาเข้าไปในตลาด

สำหรับการใช้งานจริงบน TFEX และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง ผู้ลงทุนมักเจอคำว่า MP (Market Price) ซึ่งหมายถึงให้จับคู่ทุกระดับราคาตามจำนวน และ MP-MTL (Market to Limit) ซึ่งจะพยายามจับคู่ที่ราคาที่ดีที่สุดราคาเดียวก่อน หากจับคู่ไม่ครบ ส่วนที่เหลือจะตั้งรอไว้ที่ราคาเดิม

คำสั่งซื้อขาย TFEX ที่ต้องใช้จริง: Market, Limit, Stop และควรใช้ตอนไหน

พอเริ่มเข้าใจสินค้า เข้าใจสเปกสัญญา และรู้เรื่อง Margin กับ Leverage แล้ว คำถามที่มือใหม่มักต้องเจอทันทีคือ แล้วตอนกดส่งคำสั่งจริง ควรเลือกแบบไหนดี?” เพราะในทางปฏิบัติ ต่อให้มองตลาดถูก แต่ถ้าใช้คำสั่งไม่เหมาะกับสถานการณ์ ก็อาจได้ราคาที่ไม่ตั้งใจ โดนไล่ราคา หรือพลาดจุดตัดขาดทุนได้ง่ายกว่าที่คิด

 

ในโลกของ TFEX คำสั่งซื้อขายไม่ได้มีไว้แค่ “กดซื้อ” หรือ “กดขาย” แต่เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยควบคุมว่า เราอยากเข้าออกตลาดแบบไหน อยากยอมรับราคาได้แค่ไหน และอยากให้ระบบช่วยทำงานอัตโนมัติเมื่อราคาวิ่งถึงเงื่อนไขที่กำหนดหรือไม่ โดยคำสั่งที่มือใหม่ควรรู้ก่อนและใช้จริงบ่อยที่สุด คือ Limit, Market, Stop และ Stop Limit รวมถึงรูปแบบที่แพลตฟอร์ม TFEX ใช้จริงอย่าง MP และ MP-MTL (Market to Limit) ด้วย

 

ถ้าบทความตอนก่อนหน้านี้คือการสอนให้รู้ “จะเทรดอะไร” ตอนนี้คือการสอนให้รู้ “จะกดอย่างไร” เพราะในตลาดจริง คำสั่งที่เลือกใช้ส่งผลกับต้นทุน ความเร็ว และความเสี่ยงของการเทรดโดยตรงพอ ๆ กับมุมมองตลาดเลยทีเดียว

 

ทำไม “ประเภทคำสั่ง” ถึงสำคัญพอ ๆ กับการมองทิศทาง

มือใหม่จำนวนมากมักโฟกัสกับคำถามว่า “ตลาดจะขึ้นหรือลง” แต่ในทางปฏิบัติ การเลือกประเภทคำสั่งก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันกำหนดว่าเราจะยอมรับราคาแบบไหน ต้องการเข้าทันทีหรือรอราคา และจะวางระบบป้องกันความเสียหายไว้อย่างไร TFEX เองก็มีทั้งคำสั่งปกติและคำสั่งแบบมีเงื่อนไข โดยเฉพาะ Stop Order และ Bracket Order ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบริหารการเข้าออกและการจำกัดความเสี่ยงของผู้ลงทุน

 

พูดแบบง่าย ๆ คือ ถ้าคุณมองถูกแต่ใช้คำสั่งผิด คุณอาจได้กำไรน้อยกว่าที่ควร หรือเสียมากกว่าที่ตั้งใจไว้ได้ ดังนั้น การรู้ว่า ใช้คำสั่งไหนในสถานการณ์ไหน คือพื้นฐานของการเทรดที่มีระบบ ไม่ใช่แค่การกดตามอารมณ์

 

1) Limit Order: คำสั่งที่เหมาะกับคนอยาก “คุมราคา”

TFEX ให้คำนิยามว่า Limit Order คือคำสั่งซื้อขายที่ระบุราคาเสนอซื้อหรือขายไว้ชัดเจน กล่าวคือ ถ้าคุณจะซื้อ คุณกำหนด “ราคาสูงสุด” ที่ยอมรับได้ และถ้าจะขาย คุณกำหนด “ราคาต่ำสุด” ที่ยอมรับได้ คำสั่งนี้จึงเหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับการคุมราคา มากกว่าการต้องเข้าให้ได้ทันทีทุกครั้ง

 

ข้อดีของ Limit Order คือช่วยให้คุณไม่ถูกพาไปไล่ราคาตามอารมณ์ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดแกว่งเร็วหรือ bid-ask กว้าง คุณยังคงเป็นคนกำหนดกรอบราคาที่ตัวเองรับได้ ข้อเสียคือ ถ้าตลาดไม่แตะราคาที่คุณตั้ง คำสั่งก็อาจไม่ถูกจับคู่เลย หรือจับคู่ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า บางครั้งคุณอาจ “มองถูกแต่เข้าไม่ทัน” ได้เหมือนกัน

 

ใช้เมื่อไรดี

  • ตอนที่คุณรู้ราคาที่อยากเข้าอย่างชัดเจน
  • ตอนที่ตลาดแกว่งและไม่อยากรับ slippage มากเกินไป
  • ตอนที่คุณเทรดสินค้าที่สภาพคล่องไม่ได้หนามาก และอยากคุมต้นทุนการเข้าออกให้แน่น

 

ตัวอย่างคิดแบบง่าย

ถ้าคุณอยาก Long SET50 Futures ที่บริเวณ 920 จุด และไม่อยากซื้อสูงกว่านั้น คุณสามารถส่ง Limit Buy ที่ 920 ได้ ถ้าตลาดลงมาแตะและมีคู่ตรงข้าม คำสั่งก็มีโอกาสถูกจับคู่ แต่ถ้าตลาดไม่ลงมาถึง 920 คุณก็จะไม่ได้สถานะ

 

 

2) Market / MP: คำสั่งที่เหมาะกับคนอยาก “เข้าเดี๋ยวนี้”

ในคำอธิบายของ TFEX เรื่อง Condition Order มีการใช้คำว่า MP (Market Price) หมายถึงคำสั่งที่ให้ระบบจับคู่ทุกระดับราคาตามจำนวนที่เราส่งเข้าไป จุดเด่นของคำสั่งแบบนี้คือ เน้นความเร็ว มากกว่าการคุมราคาที่ได้อย่างละเอียด

 

คำสั่งแบบ Market หรือ MP จึงเหมาะในสถานการณ์ที่คุณต้องการ “เข้าให้ได้ก่อน” เช่น ตลาดกำลังวิ่งแรงและกลัวพลาดจังหวะ หรือใช้เป็นคำสั่งออกจากสถานะฉุกเฉินเมื่อถึงจุด stop แล้วต้องการลดความเสี่ยงทันที แต่ข้อเสียที่ต้องยอมรับคือ หากสภาพคล่องบางหรือ bid-ask กว้าง ราคาที่ได้จริงอาจเลื่อนไปมากกว่าที่เห็นบนหน้าจอ TFEX เองก็เตือนว่าการใช้ MP ควรพิจารณาสภาพคล่องของสินค้าที่ซื้อขายประกอบด้วย เพราะอาจได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดมากเกินไปในสินค้าที่มีสภาพคล่องน้อย

 

ใช้เมื่อไรดี

  • ตอนที่ “ต้องการความเร็ว” มากกว่าความเป๊ะของราคา
  • ตอนตัดขาดทุนฉุกเฉินเมื่ออยากออกจากสถานะทันที
  • ตอนเทรดสินค้าที่มีสภาพคล่องสูงพอ และเข้าใจความเสี่ยงเรื่องราคาเลื่อนไหล

 

สิ่งที่ควรระวัง

  • อย่าใช้ Market/MP แบบเคยชินโดยไม่ดู depth ของตลาด
  • ในสินค้าบางตัวหรือบางช่วงเวลา ราคาที่ได้จริงอาจห่างจากราคาที่คิด

 

3) MP-MTL: ตัวกลางระหว่าง “เร็ว” กับ “คุมราคาได้มากขึ้น”

TFEX อธิบายว่า MP-MTL (Market to Limit Order) คือคำสั่งที่ระบบจะพยายามจับคู่ที่ราคาที่ดีที่สุดราคาเดียวก่อน และถ้ายังจับคู่ไม่ครบจำนวน ส่วนที่เหลือจะถูกตั้งรอไว้ที่ราคาเดิมในรูปแบบ limit order นี่ทำให้ MP-MTL เป็นเหมือนทางสายกลางระหว่างคำสั่งแบบตลาดกับคำสั่งแบบกำหนดราคาเอง

 

ในทางปฏิบัติ คำสั่งนี้เหมาะกับคนที่อยาก “รีบเข้าบางส่วนก่อน” แต่ไม่อยากเปิดรับ slippage หลายระดับราคาแบบ MP เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในตลาดที่มีสภาพคล่องพอสมควร แต่คุณยังอยากกันไม่ให้คำสั่งไหลไปจับคู่ลึกเกินไป

 

ใช้เมื่อไรดี

  • ตอนอยากได้จังหวะเร็ว แต่ยังไม่อยากใช้ MP เต็มรูปแบบ
  • ตอนกังวลเรื่อง slippage หลายช่องในตลาดที่บางช่วงแกว่งเร็ว
  • ตอนต้องการ compromise ระหว่าง “ให้ได้สถานะ” กับ “ไม่อยากโดนราคาแย่เกิน”

 

4) Stop Order: เครื่องมือที่มือใหม่ควรรู้ก่อนคำว่า “กำไร”

TFEX ให้ความหมายของ Stop Order ว่าเป็นคำสั่งซื้อขายที่มีผลในระบบเมื่อราคาตลาดเคลื่อนไหวมาถึงระดับที่กำหนดไว้ กล่าวอีกแบบคือ ตอนที่คุณตั้งคำสั่งนี้ มันยังไม่ถูกส่งเข้าตลาดทันที แต่จะรอจน “เข้าเงื่อนไข” ก่อน แล้วค่อยส่งคำสั่งออกไปทำงานจริง

นี่คือคำสั่งที่สำคัญมากสำหรับการตั้ง Stop Loss เพราะมันช่วยให้คุณวางแผนไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าราคาวิ่งถึงจุดที่สมมติฐานผิด คุณจะให้ระบบส่งคำสั่งออกจากตลาดแทนการรอให้ตัวเองตัดสินใจตอนกำลังเครียด TFEX อธิบายวิธีใช้ Stop Order บน Condition Order ไว้ว่า ผู้ลงทุนต้องกำหนดประเภทคำสั่ง (เช่น Long Open, Short Open, Long Close, Short Close), จำนวนสัญญา, รูปแบบราคาที่ต้องการส่งออกไปเมื่อเข้าเงื่อนไข (Limit, MP หรือ MP-MTL), เงื่อนไข Trigger เช่น Last >= หรือ Last <= และกำหนดอายุของคำสั่งทั้งส่วน Condition Validity และ Order Validity ได้

 

ใช้เมื่อไรดี

  • ใช้ตั้ง Stop Loss ล่วงหน้า
  • ใช้ดักเข้าเมื่อราคาทะลุแนวสำคัญ
  • ใช้ลดการตัดสินใจตามอารมณ์ระหว่างตลาดเปิด

 

ตัวอย่างง่าย ๆ

ถ้าคุณมีสถานะ Long SET50 Futures อยู่ และไม่อยากให้ขาดทุนเกินแผนเมื่อดัชนีหลุด 990 จุด คุณสามารถตั้งเงื่อนไขแบบ Last <= 990 เพื่อให้ระบบส่งคำสั่ง Short Close ออกไปเมื่อราคาเข้าเงื่อนไขนั้นได้ ตัวอย่างลักษณะนี้ถูกอธิบายไว้ในบทความของ TFEX และคู่มือฝั่ง InnovestX ด้วย

 

5) Stop Limit Order: ตั้งเงื่อนไขได้ และยัง “คุมราคา” ได้อีกชั้น

TFEX ให้ความหมายของ Stop Limit Order ว่าเป็นคำสั่งที่เมื่อราคาตลาดเคลื่อนไหวมาถึงระดับที่กำหนดแล้ว คำสั่งแบบ “ระบุราคา” จะมีผลในระบบซื้อขาย นั่นแปลว่า Stop Limit มี 2 ชั้น คือ ชั้นแรกเป็นเงื่อนไขให้คำสั่งเริ่มทำงาน และ ชั้นที่สองคือราคาที่คุณยอมให้จับคู่ได้

 

ข้อดีของ Stop Limit คือช่วยให้คุณไม่โดนราคาเลื่อนไหลมากเกินไปแบบคำสั่งตลาด แต่ข้อเสียคือ ถ้าหลังเข้าเงื่อนไขแล้วตลาดวิ่งเร็วมากจนไม่ย้อนมาถึงราคาที่คุณตั้งไว้ คำสั่งอาจไม่ถูกจับคู่ ทำให้คุณ “มี Stop แต่ยังไม่ออก” ได้ ดังนั้น Stop Limit จึงเหมาะกับคนที่เข้าใจพฤติกรรมราคาของสินค้าที่ตัวเองเทรดอยู่พอสมควร และรับได้กับความเสี่ยงที่อาจไม่ถูก execute ทันทีในตลาดเร็ว

 

ใช้เมื่อไรดี

  • ตอนอยากตั้ง stop แต่ยังต้องการคุมราคาที่สุดท้ายจะได้
  • ตอนเทรดสินค้าที่สภาพคล่องพอใช้ และไม่อยากใช้ MP ตรง ๆ
  • ตอนเข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงหลักคือ “อาจไม่ถูกจับคู่” ไม่ใช่แค่ “กลัวได้ราคาไม่ดี”

แล้วมือใหม่ควรเริ่มใช้คำสั่งไหนก่อน

ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา สำหรับมือใหม่ ผมมองว่าเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดมักเป็นแบบนี้

 

เริ่มจาก Limit ก่อน

เพราะช่วยให้คุณฝึกคิดเรื่อง “ราคาที่อยากได้” และไม่โดนไล่จังหวะตามอารมณ์ง่ายเกินไป เหมาะกับการเริ่มต้นเรียนรู้ต้นทุนจริงของการเข้าออกตลาด

 

ใช้ Stop เป็นเครื่องมือป้องกัน

เพราะ TFEX เองก็เน้นว่าผู้ลงทุนควรกำหนดจุดทำกำไรและจุดตัดขาดทุนให้ชัดเจน การมี Stop ทำให้การออกจากสถานะกลายเป็นเรื่องของระบบ ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ล้วน

 

ใช้ Market/MP เฉพาะตอนที่ “จำเป็นต้องเร็ว”

โดยเฉพาะตอนตัดขาดทุนฉุกเฉิน หรือในสินค้าที่สภาพคล่องดีพอ และคุณยอมรับ slippage ได้ ถ้าใช้พร่ำเพรื่อโดยไม่ดูตลาด มันอาจกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ผลลัพธ์แย่กว่าที่คิด

 

ถ้าคุณเคยเทรดหุ้นมาก่อน...

คนที่มาจากหุ้นมักคุ้นกับ Limit Order พอสมควรอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องเพิ่มเมื่อมา TFEX คือการจริงจังกับ Stop Order มากขึ้น เพราะในตลาดอนุพันธ์ การปล่อยให้ตัวเอง “ค่อยตัดสินใจตอนนั้น” อาจแพงกว่าหุ้นมากจากผลของ Margin และความเร็วของราคา

 

อีกจุดหนึ่งคือ คนเทรดหุ้นบางคนอาจคุ้นกับคำสั่งตลาดในสินค้าที่มีสภาพคล่องดี แต่ใน TFEX คุณควรแยกให้ออกว่าตัวไหนสภาพคล่องแน่น ตัวไหนบาง และในเวลานั้น spread เป็นอย่างไร TFEX เองก็ระบุชัดว่าการใช้ MP ให้มีประสิทธิภาพควรดูสภาพคล่องของสินค้าที่ซื้อขายประกอบ เพราะไม่เช่นนั้นราคาที่ได้อาจแย่เกินคาดได้

 

เช็กลิสต์ก่อนกดส่งคำสั่งทุกครั้ง

ก่อนกดซื้อขาย ลองถามตัวเอง 5 ข้อนี้

  • ตอนนี้ฉันต้องการ คุมราคา หรือ คุมความเร็ว มากกว่ากัน
  • สินค้าที่จะเทรด สภาพคล่องพอไหม สำหรับการใช้ MP หรือ Market
  • ถ้าเป็นคำสั่ง Stop ฉันตั้งเงื่อนไขถูกหรือยัง เช่น Last >= หรือ Last <=
  • ถ้าคำสั่งเข้าเงื่อนไขแล้ว ฉันอยากให้ระบบส่งเป็น Limit, MP หรือ MP-MTL
  • ฉันกำหนด อายุของคำสั่ง และเข้าใจแล้วหรือยังว่าคำสั่งจะหมดเมื่อไร เช่น Day, Date หรือ Cancel

 

ถ้าตอบคำถามพวกนี้ได้ชัด โอกาสพลาดจาก “วิธีกด” จะลดลงมาก และคุณจะเริ่มรู้สึกว่าการเทรดไม่ใช่เรื่องด้นสด แต่เป็นการวางระบบล่วงหน้า

 

คำถามที่พบบ่อย

 

มือใหม่ควรใช้ Market Order เลยไหม

ใช้ได้ แต่ควรใช้เมื่อเข้าใจแล้วว่าความเร็วสำคัญกว่าการคุมราคา และควรระวังเรื่องสภาพคล่อง เพราะ TFEX เตือนว่าการใช้ MP ในสินค้าที่สภาพคล่องต่ำอาจทำให้ได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าตลาดมากเกินไป

 

Limit Order ปลอดภัยกว่าเสมอไหม

มันปลอดภัยกว่าในแง่การคุมราคา แต่ไม่ได้แปลว่าจะดีกว่าเสมอ เพราะข้อเสียคืออาจไม่ได้สถานะถ้าตลาดไม่แตะราคาที่ตั้งไว้ ดังนั้นต้องเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายของคำสั่งครั้งนั้น

 

Stop Order กับ Stop Limit ต่างกันยังไง

Stop Order คือคำสั่งที่มีผลเมื่อราคาเข้าเงื่อนไข ส่วน Stop Limit คือเมื่อเข้าเงื่อนไขแล้วจะส่งคำสั่งแบบระบุราคาเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง จึงคุมราคาได้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่คำสั่งอาจไม่ถูกจับคู่ทันที

 

Bracket Order คืออะไร

TFEX อธิบายว่า Bracket Order คือคำสั่งแบบตั้งเงื่อนไขทั้งกรอบบนและกรอบล่างในคำสั่งเดียว มักใช้เพื่อวาง Take Profit และ Stop Loss พร้อมกัน หรือใช้ดักราคาในกรอบที่กำหนด

 

สรุป

ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด Limit ช่วยคุมราคา, Market/MP ช่วยคุมความเร็ว, และ Stop ช่วยคุมความเสี่ยง ส่วน Stop Limit และ MP-MTL เป็นเครื่องมือที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการคุมราคาและความเร็ว ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การจำชื่อคำสั่งให้ครบ แต่คือการรู้ว่า ตอนนี้เราต้องการคุมอะไร มากกว่ากัน

 

สำหรับมือใหม่ เส้นทางที่ดีที่สุดมักไม่ใช่การใช้คำสั่งซับซ้อนที่สุด แต่คือการใช้คำสั่งพื้นฐานให้ถูกสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะการฝึกใช้ Limit เพื่อเข้าอย่างมีวินัย และ Stop เพื่อออกอย่างมีแผน เพราะสองอย่างนี้คือฐานของการอยู่รอดใน TFEX มากกว่าการหาจังหวะหวือหวาเพียงครั้งเดียว

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

 

🚀 ลงทุน TFEX เข้าถึงโอกาสทำกำไรในตลาดอนุพันธ์ได้อย่างง่ายดายแค่ปลายนิ้ว

เพียงแค่เปิดบัญชีกับ InnovestX และ Activate บัญชี TFEX

  1. เปิดบัญชี InnovestX 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
  2. Activate TFEX: อ่านขั้นตอนการเปิดใช้บริการ 👉 https://www.innovestx.co.th/products/derivatives/product-tfex

⚠️ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนการซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชั่น มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อนให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญจังไม่เหมาะสมกับบุคคลทุกคน ก่อนตัดสินใจซื้อขายฟิวสเจอร์สและออปชั่น ท่านควรพิจารณาถึงฐานะทางการเงินวัตถุประสงค์การลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้อย่างรอบคอบเนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ท่านอาจสุญเสียเงินลงทุนมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5