
การซื้อขาย Futures ใน TFEX ต้องวาง เงินหลักประกัน (Margin) ก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย เพราะผู้ลงทุนไม่ได้ชำระเต็มมูลค่าสินค้าอ้างอิงตั้งแต่ต้น
Initial Margin คือเงินขั้นต่ำที่ต้องมีเพื่อเปิดสถานะ ส่วน Maintenance Margin คือระดับเฝ้าระวังที่ถ้าต่ำกว่านี้ อาจถูกเรียกให้เติมเงินเพิ่ม หรือ Margin Call
TFEX มีการคำนวณกำไรขาดทุนทุกสิ้นวันผ่านระบบ Mark-to-Market ทำให้ยอดเงินในบัญชีเพิ่มหรือลดตามสถานะของตลาด
Leverage = มูลค่าสัญญา ÷ เงินหลักประกันที่วาง ยิ่งอัตราทดสูง(Leverage) ผลตอบแทนต่อเงินที่วางก็ยิ่งเปลี่ยนเร็วขึ้น ทั้งฝั่งกำไร และขาดทุน
Margin คืออะไร ทำไมซื้อขาย TFEX แล้วต้องวางเงินก่อน
TFEX อธิบายว่าเงินหลักประกันคือเงินสดที่ผู้ลงทุนต้องใส่ไว้ในบัญชีอนุพันธ์เพื่อใช้ซื้อขาย Futures และ Options เหตุผลที่ต้องมีเงินหลักประกันก็เพราะผลิตภัณฑ์ในตลาดนี้เป็น “สัญญา” และส่วนใหญ่ใช้วิธีชำระกำไรขาดทุนเป็นเงินสดจากส่วนต่างราคา ไม่ได้จ่ายเต็มมูลค่าสินค้าอ้างอิงตั้งแต่วันแรกเหมือนการซื้อสินทรัพย์จริง ดังนั้นตลาด และโบรกเกอร์จึงต้องมีกลไกค้ำประกันเพื่อให้การชำระกำไรขาดทุนเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ
พูดให้เข้าใจง่าย คือ คุณไม่ได้เอาเงินไป “ซื้อของเต็มจำนวน” แต่กำลังวางเงินก้อนหนึ่งไว้เป็นหลักประกันว่า ถ้าราคาวิ่งสวนทางแล้วเกิดขาดทุน คุณยังมีเงินเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงตรงนั้นได้ นี่คือรากฐานสำคัญของตลาด Futures ทั้งระบบ
เงินหลักประกันใน TFEX มีอะไรบ้าง
1) Initial Margin(IM) คือเงินขั้นต่ำก่อนเปิดสถานะ
Initial Margin หรือ IM คือจำนวนเงินประกันขั้นต่ำที่โบรกเกอร์กำหนดให้ผู้ลงทุนต้องมีอยู่ในบัญชีอนุพันธ์ก่อนจึงจะส่งคำสั่งซื้อขายได้ ถ้าคุณจะเปิด 1 สัญญา คุณก็ต้องมี IM ให้พอสำหรับ 1 สัญญา ถ้าจะเปิดหลายสัญญา ก็ต้องมีเงินหลักประกันเพิ่มตามจำนวนสัญญาที่ถือ
สิ่งสำคัญคือ IM ไม่ได้ตายตัวเหมือนกันทุกสินค้า เพราะอัตราหลักประกันขึ้นอยู่กับความผันผวน และมูลค่าของสินค้าอ้างอิง
2) Maintenance Margin(MM) คือระดับที่ต้องคอยเฝ้าระวัง
Maintenance Margin หรือ MM คือระดับหลักประกันรักษาสภาพ ซึ่งเป็นเหมือน “เส้นเตือนภัย” ของบัญชี TFEX ถ้าเงินประกันในบัญชีลดลงต่ำกว่าระดับนี้ โบรกเกอร์จะเรียกให้ผู้ลงทุนเติมเงินเพิ่ม หรือเลือกปิดสถานะบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้
ดังนั้นเวลาได้ยินคำว่า “โดน Margin Call” ความหมายจริง ๆ ไม่ใช่ตลาดลงแล้วจบเลยทันที แต่คือเงินในบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนดไว้แล้ว คุณจึงต้องตัดสินใจว่าจะเติมเงินหรือจะลดความเสี่ยงด้วยการปิดสถานะ
3) Force Close Margin คือเส้นที่ไม่ควรปล่อยให้ถึง
หากขาดทุนหนักจนเงินหลักประกันลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด และผู้ลงทุนไม่สามารถดำเนินการได้ตามเวลาที่โบรกเกอร์กำหนด ก็อาจถูกบังคับปิดสถานะเพื่อจำกัดความเสี่ยงไม่ให้เงินหลักประกันติดลบ
จุดนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เห็นว่าใน TFEX คุณไม่ควรวางเงินแบบ “พอดีเป๊ะ” แล้วหวังว่าตลาดต้องวิ่งตามที่คิดอย่างเดียว เพราะถ้าระหว่างทางผิดคาดแรง ๆ การไม่มีเงินเผื่ออาจทำให้คุณถูกบังคับรับรู้ผลขาดทุนเร็วกว่าที่วางแผนไว้
Leverage คืออะไร ทำไมหลายคนถึงชอบ และหลายคนก็พังเพราะมัน
Leverage หรืออัตราทด คือคุณสมบัติของ Futures ที่ทำให้คุณใช้เงินหลักประกันเพียงบางส่วน แต่มีมูลค่าการลงทุนจริงสูงกว่าจำนวนเงินที่วางอยู่ในบัญชี ความหมายของตัวเลขนี้คือ ถ้าสินค้าอ้างอิงขยับ 1% มูลค่าในพอร์ตของคุณอาจเปลี่ยนมากกว่านั้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับเงินที่วางจริง จึงเป็นสาเหตุว่าทำไม Futures ถึงดู “แรง” กว่าการซื้อสินทรัพย์แบบจ่ายเต็มมูลค่า เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ของสินค้าอ้างอิง ถูกแปลงเป็นผลกระทบที่ใหญ่ขึ้นต่อเงินทุนของคุณ Leverage จึงไม่ใช่ของไม่ดีในตัวมันเอง ตรงกันข้าม มันคือเหตุผลที่ทำให้ Futures เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาเกิดขึ้นตอนที่ผู้ลงทุนมองแค่ด้าน “ทำกำไรได้เร็ว” โดยไม่ยอมคิดพร้อมกันว่า “ถ้าผิดทาง เงินจะหายเร็วแค่ไหน”
Mark-to-Market คืออะไร และทำไมต้องเข้าใจคู่กับ Margin
อีกเรื่องที่ทำให้ TFEX ต่างจากหุ้นอย่างชัดเจนคือ ใน Futures จะมีการรับรู้กำไรขาดทุนทุกสิ้นวันผ่านระบบ Mark-to-Market โดยตลาดจะกำหนด Settlement Price ของแต่ละสัญญา แล้วสำนักหักบัญชีจะนำราคานั้นมาคำนวณกำไรหรือขาดทุน จากนั้นก็โอนเข้าหรือหักออกจากบัญชีเงินหลักประกันของผู้ลงทุน
แปลเป็นภาษาง่าย ๆ คือ ต่อให้คุณยังไม่ปิดสถานะ แต่กำไรขาดทุนจะถูก “สะท้อนเข้าบัญชี” อยู่เรื่อย ๆ หากวันนั้นคุณกำไร เงินในบัญชีก็เพิ่ม หากขาดทุน เงินในบัญชีก็ลด และถ้าลดลงจนต่ำกว่า Maintenance Margin คุณก็จะเข้าสู่กระบวนการ Margin Call ทันที
เพราะฉะนั้น ความเสี่ยงของ TFEX ไม่ได้อยู่แค่ “สุดท้ายจะถูกหรือผิด” แต่ยังอยู่ที่ “ระหว่างทางคุณรับการแกว่งไหวของเงินได้หรือไม่” ด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่มองตลาดถูกในภาพใหญ่ บางครั้งก็ยังแพ้ได้ ถ้าถือสถานะใหญ่เกินไปจนทนแรงแกว่งระหว่างทางไม่ไหว
ตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็นภาพ Margin กับ Leverage
สมมติว่าคุณสนใจสัญญา Futures ตัวหนึ่งที่มีมูลค่าสัญญา 100,000 บาท และโบรกเกอร์กำหนด Initial Margin ไว้ที่ 10,000 บาท เท่ากับว่าคุณใช้เงินเพียง 10,000 บาท เพื่อควบคุมสถานะที่มีมูลค่า 100,000 บาท หรือมีอัตราทดประมาณ 10 เท่า
ถ้าราคาของสินค้าอ้างอิงขยับในทางที่คุณได้ประโยชน์เพียงเล็กน้อย ผลกำไรเมื่อเทียบกับเงิน 10,000 บาทที่คุณวางไว้ อาจดูโดดเด่นมาก แต่ถ้าราคาเคลื่อนไหวสวนทางเพียงเล็กน้อยเช่นกัน ผลขาดทุนก็จะสะท้อนแรงขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ใช้เงินน้อย” ไม่ได้แปลว่า “เสี่ยงน้อย” ในโลกของ Futures
ถ้าคุณเคยเทรดหุ้นมาก่อน...
นี่คือจุดที่คนเคยเทรดหุ้นมักต้องปรับวิธีคิดมากที่สุด เพราะในหุ้นคุณอาจคุ้นกับการมองว่า “ซื้อกี่บาท ถือกี่หุ้น” แล้วความเสี่ยงก็เคลื่อนไหวตามมูลค่าเงินที่ใส่ไป แต่ใน TFEX คุณต้องมองเพิ่มว่า “เงินที่วางอยู่จริง” น้อยกว่ามูลค่าความเสี่ยงที่กำลังควบคุมอยู่มากแค่ไหน
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือ นักลงทุนหุ้นเดิมมักคิดว่ามีเงิน 100,000 บาท ก็เปิดสถานะ TFEX ตามที่จำนวนเงินวาง marginเริ่มต้น ซึ่งเปิดได้หลายสัญญา แต่ลืมคิดว่าพฤติกรรมการแกว่งของสัญญาแต่ละตัวอาจทำให้พอร์ตผันผวนแรงเกินกว่าที่เคยเจอในหุ้นมาก ดังนั้นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่แค่สินค้าที่เทรด แต่คือกรอบคิดเรื่อง ขนาดความเสี่ยงต่อครั้ง และ เงินเผื่อในบัญชี ด้วย
มือใหม่ควรใช้ Leverage ยังไงไม่ให้ทำร้ายพอร์ตจนพัง
คำแนะนำแรก คือ อย่ามอง Initial Margin ว่าเป็น “เงินที่ควรใช้ทั้งหมด” แต่ให้มองว่าเป็น “ขั้นต่ำสุดที่ระบบยอมให้คุณเปิดสถานะได้” เท่านั้น การวางเงินเกินขั้นต่ำจะช่วยให้บัญชีรับความผันผวนได้ดีขึ้น
คำแนะนำที่สอง คือ ก่อนเปิด 1 สัญญา ควรถามตัวเองว่า ถ้าราคาวิ่งสวนทางในระดับที่ “เกิดขึ้นได้ตามปกติ” บัญชีเราจะยังรับไหวหรือไม่ ผู้ลงทุนไม่ควรเทรดเกินตัว และควรวางหลักประกันให้เหมาะกับพฤติกรรมการแกว่งของสินทรัพย์ ไม่ใช่แค่วางขั้นต่ำตามเกณฑ์แล้วจบ
คำแนะนำที่สาม คือ อย่ารอให้ Margin Call มาบังคับให้เราตัดสินใจ เพราะเมื่อถึงจุดนั้น คุณกำลังคุยกับตลาดในภาวะกดดันที่สุดแล้ว วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือกำหนดจุดตัดขาดทุน และใช้จำนวนสัญญาให้เหมาะตั้งแต่แรก เพื่อให้การปิดสถานะเป็น “การตัดสินใจตามแผน” ไม่ใช่ “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า”จากจำนวนเงินที่ลดลงจนเหลือน้อยกว่าที่ระบบกำหนด
เช็กลิสต์ก่อนเริ่มใช้ Margin และ Leverage ใน TFEX
ก่อนเปิดสถานะครั้งแรก ลองเช็กตัวเอง 5 ข้อนี้
คำถามที่พบบ่อย
Margin คือค่าธรรมเนียมหรือไม่
ไม่ใช่ Margin คือเงินหลักประกันที่ต้องวางไว้ในบัญชีอนุพันธ์ก่อนซื้อขาย ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม และยอดเงินนี้จะเพิ่มหรือลดตามกำไรขาดทุนจาก Mark-to-Market
ทำไมมีเงินพอเปิดสถานะแล้ว ยังอาจโดนเรียกเติมเงินได้
เพราะ Initial Margin คือเงินขั้นต่ำตอนเริ่มเปิดสถานะ แต่หลังจากเปิดไปแล้ว ถ้าตลาดวิ่งสวนทางจนยอดเงินในบัญชีลดลงต่ำกว่า Maintenance Margin โบรกเกอร์ก็จะเรียกให้เติมเงินเพิ่มได้ หรือต้องลดจำนวนสัญญาลงบางส่วนหรือทั้งหมดแทนการเติมเงินเพื่อป้องกันเงินหลักประกันติดลบ
Leverage สูง แปลว่าดีกว่าเสมอไหม
ไม่เสมอไป Leverage สูงแปลว่าใช้เงินน้อยลงต่อมูลค่าสัญญา แต่ก็หมายถึงผลกำไร และขาดทุนต่อเงินที่วางจะเร็วขึ้นเช่นกัน จึงเหมาะหรือไม่ขึ้นอยู่กับแผนความเสี่ยงของคุณ ไม่ใช่แค่ความคาดหวังกำไร
วิธีปลอดภัยที่สุดสำหรับมือใหม่คืออะไร
เริ่มจากสถานะเล็กกว่าที่ระบบอนุญาตให้เปิดได้จริง วางเงินเผื่อมากกว่าขั้นต่ำ เข้าใจมูลค่าความเสี่ยงต่อการขยับราคา และมีแผนออกก่อนเข้าเสมอ
สรุป
ถ้าจะสรุป Margin กับ Leverage ให้เข้าใจในประโยคเดียว Margin คือเงินหลักประกันที่ทำให้คุณเปิดสถานะได้ ส่วน Leverage คือตัวขยายที่ทำให้ผลของการเคลื่อนไหวราคากระทบเงินคุณมากขึ้น และทั้งสองเรื่องนี้ต้องอ่านคู่กับ Mark-to-Market เสมอ เพราะกำไรขาดทุนจะถูกสะท้อนเข้าบัญชีทุกวัน ไม่ได้รอจนถึงวันที่คุณปิดสถานะ
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญสำหรับมือใหม่ไม่ใช่การถามว่า “ใช้ leverage ได้กี่เท่า” แต่ควรถามว่า “ถ้าตลาดวิ่งผิดทาง เราจะยังอยู่รอดได้ไหม” เพราะในโลกของ TFEX คนที่อยู่รอดได้นาน มักไม่ใช่คนที่ใช้Leverageสูงที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจความเสี่ยงของตัวเองดีที่สุด
ตอนถัดไป เราจะต่อด้วยเรื่องที่ช่วยให้คนเริ่มต้น “เลือกของให้ถูกก่อนเทรด” นั่นคือ สินค้าใน TFEX มีอะไรบ้าง และมือใหม่ควรเริ่มตัวไหนก่อน
อ่านตอนถัดไป
'' สินค้าใน TFEX มีอะไรบ้าง? มือใหม่ควรเริ่มตัวไหนก่อน ''
แหล่งข้อมูลอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม
🚀 ลงทุน TFEX เข้าถึงโอกาสทำกำไรในตลาดอนุพันธ์ได้อย่างง่ายดายแค่ปลายนิ้ว
เพียงแค่เปิดบัญชีกับ InnovestX และ Activate บัญชี TFEX
⚠️ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนการซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชั่น มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อนให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญจังไม่เหมาะสมกับบุคคลทุกคน ก่อนตัดสินใจซื้อขายฟิวสเจอร์สและออปชั่น ท่านควรพิจารณาถึงฐานะทางการเงินวัตถุประสงค์การลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้อย่างรอบคอบเนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ท่านอาจสุญเสียเงินลงทุนมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก