PDF Available  
Macro Making Sense

Macro Making Sense – 13 พ.ค. 2568

By ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์|13 May 25 8:49 AM
สรุปสาระสำคัญ

สรุปประเด็นสหรัฐ-จีนตกลงลดภาษีชั่วคราว จีนเผชิญแรงกดดันภาวะเงินฝืดต่อเนื่อง ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยล่าสุด

  • สหรัฐ-จีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีชั่วคราว โดยจีนจะลดภาษีสินค้าสหรัฐจาก 125% เหลือ 10% ขณะที่สหรัฐจะลดภาษีสินค้าจีนจาก 145% เหลือ 30% (หมายถึงเฉพาะภาษีที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 เม.ย. และการตอบโต้จากจีนเท่านั้น ขณะที่ภาษี 20% ที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าจีนก่อนหน้านี้เกี่ยวกับประเด็นเฟนทานิลยังมีผลบังคับใช้ รวมถึงภาษีเฉพาะรายภาคส่วนที่มีการเรียกเก็บทั่วโลก ส่งผลให้สินค้าจีนบางรายการยังคงเผชิญกับภาษีที่สูงกว่า 30%) นอกจากนั้น สหรัฐระบุถึงอุตสาหกรรมสำคัญ 5-6 ด้านที่ต้องการความเป็นอิสระในห่วงโซ่อุปทานจากจีน สะท้อนการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระยะยาว

  • เรามองว่าข้อตกลงนี้จึงเป็นเพียงการผ่อนคลายชั่วคราว ไม่ใช่การแก้ไขความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ขณะที่ไทยและอาเซียนจะได้รับทั้งโอกาสและความท้าทาย ในระยะสั้นจะช่วยบรรเทาแรงกดดันจากการระบายสินค้าล้นตลาดของจีน แต่ในระยะยาวไทยต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งนี้ แม้เบสเซนท์จะกล่าวว่าการเจรจากับจีนเป็นไปอย่าง "สร้างสรรค์มาก" แต่ความไม่แน่นอนในการเจรจา 90 วันและความซับซ้อนของโครงสร้างภาษียังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

  • จีนเผชิญแรงกดดันภาวะเงินฝืดต่อเนื่อง โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ลดลง 0.1% ในเมษายน ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 2.7% และอยู่ในแดนลบต่อเนื่องกว่าสองปี นักวิเคราะห์คาดว่าภาษีของทรัมป์จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจจีนในอนาคต แม้ปัจจุบันการลดลงของการส่งออกไปสหรัฐจะถูกชดเชยด้วยการเพิ่มขึ้นของสินค้าจีนไปยังตลาดเกิดใหม่ นักเศรษฐศาสตร์แนะนำให้จีนออกมาตรการกระตุ้นการคลังเพิ่มเติม 1.5-2% ของ GDP ในช่วงปลายปีนี้

  • เมื่อจีนเบนเข็มการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่มากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ไทยเองกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากการคุกคามด้านภาษีของสหรัฐที่ขู่จะเก็บภาษีนำเข้า 36% กับสินค้าไทย ส่งผลให้ ธปท. ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือ 1.3%-2.0% และการลงทุนจากต่างประเทศอาจชะลอตัวชั่วคราว

  • ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในพัฒนาการสงครามการค้าล่าสุด

  • นอกจากความเสี่ยงสงครามการค้า ปัญหาเชิงโครงสร้างอีกประการหนึ่งของไทยคือปริมาณเงิน M2 ที่ขยายตัวต่ำมากเพียง 5.3% ต่อปีในช่วงปี 2012-2024 ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) และต่ำกว่าประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน เช่น เวียดนาม อินเดีย และอินโดนีเซีย ที่มีอัตราการเติบโตของ M2 อยู่ในช่วง 9-15% มีการศึกษาพบว่าประเทศที่ปริมาณเงินขยายตัวดีเช่นเวียดนาม (15.3%) มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะขยายตัวดี (6.1%) ขณะที่ไทย (5.3%) เศรษฐกิจเติบโตต่ำ (2.4%) ในการรับมือกับสงครามการค้า นอกจากรัฐบาลไทยจะพยายามเจรจากับสหรัฐผ่านการเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและสินค้าเกษตร รวมถึงแสดงความสนใจร่วมลงทุนในโครงการท่อส่งก๊าซในอลาสก้ามูลค่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว

  • เรามองว่าไทยควรผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น ทั้งการลดดอกเบี้ยและเพิ่มปริมาณเงิน ควบคู่ไปกับการทำนโยบายการคลังขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย เงินบาทเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสมและการส่งออกปรับตัวดีขึ้นได้
Author
Slide3
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5