
หุ้นเทคฯสหรัฐฯ ถูกกดดันจาก Bond Yield ระยะยาวที่ปรับสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 จากความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งกระทบหุ้น Growth และ AI ผ่านสองปัจจัย ทั้ง Valuation ที่อิงกับกำไรในอนาคต และต้นทุนการกู้ยืมสำหรับการลงทุนใน Data Center ในทางกลับกัน Bitcoin ไม่มีกระแสกำไรในอนาคตให้ถูกคิดลด จึงไม่ถูกกดดันผ่านช่องทางเดียวกับหุ้นกลุ่มดังกล่าว ทำให้ Bitcoin ทรงตัวได้ดีกว่าหุ้นเทคในระยะสั้น แม้ทั้งสองยังจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงเช่นเดียวกัน
ในช่วงที่ผ่านมา ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวระหว่างประมาณ 62,500–65,300 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum เคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 1,850–1,930 ดอลลาร์
ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามคือ S&P Global Services PMI หรือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของเดือน ส.ค. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 21 ส.ค. (ตลาดคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 53.9) ซึ่งตัวเลขนี้คือดัชนีสำคัญที่ใช้วัดสภาวะและกิจกรรมทางธุรกิจในภาคบริการอันเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยถ้าออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะแสดงถึงความแข็งแกร่งของภาคบริการที่อาจทำให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้น และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล
อีกหนึ่งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญคือ PCE หรือ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของเดือน ก.ค. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งตัวเลขนี้เป็นมาตรวัดระดับเงินเฟ้อที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่ายจริง และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากที่สุดในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน โดยถ้าตัวเลขออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด จะสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงมีความหนืดและอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะทำให้ความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลดน้อยลง และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นเดียวกัน

Source : Tradingview as of 19 August 2026

Source : CryptoQuant as of 19 August 2026
Bitcoin Apparent Demand เป็นตัวชี้วัดความต้องการซื้อ Bitcoin ในตลาด โดยพิจารณา Supply ใหม่เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของ Bitcoin ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวมานานกว่า 1 ปี หากตัวเลขเป็นบวก สะท้อนว่าความต้องการซื้อสามารถดูดซับ Supply ที่เข้าสู่ตลาดได้ดี ขณะที่ค่าติดลบสะท้อน Demand ที่อ่อนแอ
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน Apparent Demand อยู่ในแดนลบต่อเนื่อง สอดคล้องกับช่วงที่ Bitcoin เผชิญแรงกดดันด้านราคา แต่ข้อมูลล่าสุดเริ่มพลิกกลับเข้าสู่แดนบวก สะท้อนว่า แรงซื้อใหม่เริ่มกลับเข้ามาดูดซับ Supply หลัง Demand อ่อนแอต่อเนื่องมาหลายเดือน
การกลับมาเป็นบวกของ Apparent Demand ช่วยเพิ่มน้ำหนักต่อการฟื้นตัวของ Bitcoin เพราะเริ่มเห็น Demand รองรับมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันการกลับเป็นขาขึ้น นักลงทุนควรติดตามว่า Demand จะสามารถ ยืนในแดนบวกและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ได้หรือไม่

Metaplanet เตรียมลงทุนใน Super League Enterprise ผ่านบริษัทย่อยในสหรัฐฯ ด้วย 2,100 BTC มูลค่าประมาณ 132.1 ล้านดอลลาร์ พร้อมเงินสด 2.5 ล้านดอลลาร์ แลกกับหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และใบสำคัญแสดงสิทธิ รวมมูลค่าการลงทุนเริ่มต้นประมาณ 134.6 ล้านดอลลาร์
หลังธุรกรรมเสร็จสิ้น บริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น Superplanet, Inc. และคาดว่าจะเปลี่ยน Ticker เป็น SUPA โดย Metaplanet จะถือหุ้นสามัญประมาณ 95.7% ทำให้บริษัทดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มสำหรับดำเนินกลยุทธ์ Bitcoin Treasury ในสหรัฐฯ
ดีลนี้สะท้อนว่า Bitcoin Treasury กำลังพัฒนาจากการ ซื้อ BTC เพื่อถือในงบดุล ไปสู่การสร้างโครงสร้างบริษัทและช่องทางระดมทุนเพื่อดำเนินกลยุทธ์โดยเฉพาะ หากแนวโน้มนี้ขยายตัว อาจเพิ่มช่องทางให้เงินทุนจากตลาดทุนดั้งเดิมเข้าถึง Bitcoin มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่เงินทุนสถาบันและบริษัทจดทะเบียนจะเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลได้มากขึ้น ยังขึ้นอยู่กับอีกปัจจัยสำคัญคือ ความชัดเจนของกฎเกณฑ์ ซึ่งสัปดาห์นี้มีพัฒนาการสำคัญจาก SEC

Source :Sec.gov as of 19 August 2026
โครงการบางประเภทอาจระดมทุนได้สูงสุด 5 ล้านดอลลาร์แบบครั้งเดียว ด้วยข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลพื้นฐาน ขณะที่โครงการขนาดใหญ่สามารถระดมทุนได้สูงสุด 75 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายใต้ข้อกำหนดด้านงบการเงินและการรายงานอย่างต่อเนื่อง
อีกประเด็นสำคัญคือ Token อาจ สิ้นสุดสถานะการเป็นหลักทรัพย์ เมื่อทีมพัฒนาดำเนินงานตามที่ให้คำมั่นเสร็จสิ้น หรือยุติการดำเนินงานดังกล่าวอย่างถาวร
หากข้อเสนอมีผลบังคับใช้ จะช่วยเพิ่มความชัดเจนในการออกและซื้อขาย Token ลดความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์ และอาจเปิดทางให้ธุรกิจคริปโทดำเนินงานและระดมทุนในสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในช่วง รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ 60 วัน นักลงทุนจึงควรติดตามรายละเอียดของกฎฉบับสุดท้าย

Source : InnovestX Research as of 19 August 2026
ภาพรายสัปดาห์ ราคาฟื้นตัวขึ้นในกรอบ Sideways ขณะที่ RSI ยังคงต่ำกว่าระดับ 50 ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line เพียงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ยังคงมุมมองเดิมว่าเป็นการแกว่งตัวผันผวนในกรอบ โดยมีแนวต้านจำกัดที่เส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์และเป็นกรอบบนของกรอบย่อย Sideways อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถขึ้น Breakout แนวต้านดังกล่าวขึ้นไปได้ จะเปิด Upside ในการปรับขึ้นต่อ
แนวรับ: 61,000-59,000 ดอลลาร์
แนวต้าน: 68,000-70,000 ดอลลาร์

Source : InnovestX Research as of 19 August 2026
ภาพรายสัปดาห์ ราคาฟื้นตัวขึ้น โดยยังเคลื่อนไหวบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 10 สัปดาห์ ขณะที่ RSI ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal line แต่ยังอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ทำให้ยังคงมุมมองเดิมว่าเป็นการแกว่งผันผวนในกรอบ Sideways อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถขึ้นผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 10 สัปดาห์ไปได้ มีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อถึงเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์
แนวรับ: 1,700-1,600 ดอลลาร์
แนวต้าน: 2,100-2,200 ดอลลาร์
คำเตือน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้