
สินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบันอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเชิงโครงสร้างหลังจากเผชิญการปรับฐานรุนแรงในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่โครงสร้างราคารายเดือนสะท้อนความผิดปกติของโมเมนตัม โดย Bitcoin ปิดลบต่อเนื่องกัน 4 เดือนติดต่อกัน ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นสู่ระดับประมาณ 71,400 ดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนอ่อนตัวลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 65,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum (ETH) ปรับขึ้นสู่ราว 2,100 ดอลลาร์ ก่อนลดลงสู่ระดับต่ำสุดใกล้ 1,900 ดอลลาร์
ระดับที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือแนวบริเวณ 65,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนสะสมของผู้ถือระยะยาว (LTH) ที่ซื้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 หากราคาสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ จะช่วยประคองโครงสร้างตลาดไว้ แต่หากหลุดลงมา อาจเห็นแรงขายรุนแรงและมีโอกาสทดสอบโซน 58,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับ Realized Price
ในระยะสั้น มีสัญญาณเชิงบวกจากการเพิ่มขึ้นของ Short Liquidation ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิด Short Squeeze และหนุนให้ราคาดีดตัวได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนยังต้องอาศัยแรงซื้อจริงเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังเผชิญความผิดปกติจากการปิดแท่งรายเดือนเป็นลบต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของโมเมนตัมขาขึ้น
ด้านปัจจัยมหภาค คือ ตัวเลข PCE หรือ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลที่จะประกาศในวันที่ 20 ก.พ. โดยตัวเลขนี้ถือเป็นตัวเลขที่สำคัญที่ Fed ใช้เป็นตัวกำหนดทิศทางของดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ประเด็นนี้เป็นปัจจัยที่อาจจะเพิ่มความผันผวนของตลาดได้ในกรณีที่ตัวเลขออกมาสูงกว่าหรือต่ำกว่าตลาดคาด โดยปัจจุบันตลาดคาดว่าจะเติบโต 0.2% MoM และ 2.8% YoY อย่างไรก็ตาม INVX ยังคงมุมมองที่ว่า Fed จะยังคงลดดอกเบี้ย 25bps ในช่วงกลางปี 2026 ถึงแม้ว่าตัวเลข PCE ที่กำลังจะประกาศออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดก็ตาม เนื่องจากตัวเลขนี้ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า 2% ซึ่งคือเป้าหมายเงินเฟ้อของ Fed
ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก โดยพบว่า short liquidation เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าเทรดเดอร์ฝั่งขาลงเริ่มถูกบีบให้ปิดสถานะ ซึ่งในอดีตมักเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาเร่งตัวขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากแรงซื้อไม่ต่อเนื่อง โมเมนตัมขาขึ้นอาจชะลอลง และทำให้ราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบต่อไป
Heatmap ชี้ว่าโซนเหนือ 65,000 ดอลลาร์เป็นระดับสำคัญที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากมีความหนาแน่นของอุปทานสูง และเป็นต้นทุนสะสมของผู้ถือระยะยาวที่ซื้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 จึงทำหน้าที่เป็นแนวรับเชิงโครงสร้าง เพราะเป็นจุดที่ Smart Money และผู้ถือระยะยาวไม่ต้องการให้ราคาหลุด
หากราคาหลุดต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ อาจกระตุ้นแรงขาย และกดดันราคาให้ลงสู่ Realized Price แถว 58,000 ดอลลาร์
โครงสร้างราคารายเดือน ณ รอยต่อปี 2025–2026 สะท้อนภาพที่น่าสนใจ โดย Bitcoin ปิดลบต่อเนื่อง 4 เดือนตั้งแต่ ต.ค. 2025 ถึง ม.ค. 2026 และหากกุมภาพันธ์ปิดต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์ จะกลายเป็นการปิดลบ 5 เดือนติด ซึ่งในอดีตเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง เช่น ปี 2014 และช่วง ส.ค. 2018 – ม.ค. 2019 ที่เป็นตลาดหมี
ความผิดปกติคือกุมภาพันธ์มักให้ผลตอบแทนบวกเฉลี่ยราว 11% แต่ปีนี้ราคายังต่ำกว่าระดับเปิดถึง 13% และไม่สามารถยืนเหนือ 70,000 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง
ข้อมูลการถือครอง Bitcoin สิ้นปี 2025 สะท้อนจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของตลาด แม้นักลงทุนรายย่อยยังถือครองสัดส่วนสูงสุดราว 66.7% (14.01 ล้าน BTC) แต่ปีที่ผ่านมาเกิดการโยกย้ายอุปทานสู่สถาบันอย่างชัดเจน โดยรายย่อยลดการถือครอง 696,000 BTC ขณะที่ธุรกิจ กองทุน/ETF และภาครัฐเพิ่มรวมกว่า 829,000 BTC
การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนบทบาทของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ของสถาบัน ซึ่งมีแนวโน้มช่วยเพิ่มเสถียรภาพราคาและเป็นสัญญาณบวกระยะยาว

Source : Tradingview as of 17 February 2026

Source : CryptoQuant as of 17 February 2026
ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์ของ CryptoQuant บ่งชี้ว่าแรงล้างสถานะ Short ของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าเทรดเดอร์ฝั่งขาลงเริ่มถูกบีบให้ปิดสถานะมากขึ้น แม้ราคายังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัดก็ตาม ในอดีตการเพิ่มขึ้นของ Short liquidation มักเกิดควบคู่กับการเร่งตัวของราคา เนื่องจากการปิดสถานะฝั่ง Short จะกลายเป็นแรงซื้อกลับเข้าสู่ตลาด ซึ่งอาจหนุนโมเมนตัมในระยะสั้นได้
อย่างไรก็ดี หากแรงซื้อใหม่ไม่เข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โมเมนตัมดังกล่าวอาจชะลอลง และทำให้ราคายังคงเคลื่อนไหวในช่วงสะสมตัวต่อไปก่อนกำหนดทิศทางใหม่ของตลาด

Source : Glassnode as of 17 February 2026
ข้อมูลจาก Heatmap แสดงให้เห็นว่า ระดับราคาเหนือ $65,000 คือจุดที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ โดยมีความหนาแน่นของอุปทานสูงมาก (แถบสีส้ม-แดงในกราฟ) ซึ่งเป็นต้นทุนสะสมของผู้ถือครองระยะยาวที่ซื้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2024
นัยสำคัญ: โซนนี้ทำหน้าที่เป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง เพราะเป็นระดับราคาที่ Smart Money และกลุ่ม Diamond Hands ไม่อยากให้หลุดต่ำกว่านี้เพราะจะเป็นจุดขาดทุนสะสม (Unrealized Loss) ขนาดใหญ่
ความเสี่ยง: หากราคาปรับตัวหลุดระดับ 65,000 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นจุดเปลี่ยนของโครงสร้างตลาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ผู้ถือระยะยาวบางส่วนจะเริ่มลดสถานะหรือขายเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้แรงขายเพิ่มขึ้นและกดดันราคาให้ปรับตัวลงต่อ โดยมีแนวรับเชิงโครงสร้างถัดไปบริเวณ Realized Price ซึ่งอยู่ราว 58,000 ดอลลาร์เป็นระดับที่ตลาดอาจพยายามทดสอบในกรณีดังกล่าว

Source : Glassnode as of 18 February 2026
โครงสร้างราคารายเดือน (Monthly TF) ณ รอยต่อปี 2025-2026 กำลังสร้างประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในจุดที่น่าสนใจ
สถิติปัจจุบัน: ราคาปิดลบต่อเนื่องกัน 4 เดือน (ต.ค. 2025 – ม.ค. 2026)
จุดชี้วัดสำคัญ: หากเดือนกุมภาพันธ์นี้ปิดต่ำกว่า $78,000 จะถือเป็นการปิดลบ 5 เดือนติดต่อกัน ซึ่งในอดีตเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง เช่น ช่วงตลาดหมีปี 2014 (ปิดลบ 4 เดือน) และช่วงสิงหาคม 2018 – มกราคม 2019 (ปิดลบ 6 เดือน) ซึ่งมักเป็นช่วงขาลงของตลาด
ความผิดปกติ: โดยปกติกุมภาพันธ์คือเดือนสีเขียว (เฉลี่ย +11%) แต่ในปี 2026 ราคากลับยังติดหล่มอยู่ต่ำกว่าระดับเปิดถึง 13% และยังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านจิตวิทยาที่ $70,000 ได้อย่างมั่นคง

Source : RIVER as of 18 February 2026
ข้อมูลสถานะการถือครอง Bitcoin ณ สิ้นปี 2025 สะท้อนให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง" (Structural Shift) ของตลาดอย่างชัดเจน แม้กลุ่มนักลงทุนรายย่อย จะยังคงเป็นผู้ถือครองรายใหญ่ที่สุดในสัดส่วนประมาณ 66.7% ของอุปทานทั้งหมด (14.01 ล้าน BTC) แต่ทิศทางการเคลื่อนย้ายของเงินทุนในช่วงปีที่ผ่านมาบ่งชี้ถึงการเข้าสู่ยุคสมัยของสถาบันการเงินอย่างเต็มรูปแบบ
ในปี 2025 เกิดปรากฏการณ์การโยกย้ายสินทรัพย์จากรายย่อยเข้าสู่สถาบันอย่างโดดเด่น โดยนักลงทุนรายย่อยได้ลดการถือครองลงรวม 696,000 BTC ในขณะที่อุปทานส่วนนี้ถูกดูดซับโดยกลุ่มผู้เล่นระดับสถาบันที่ขยายตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ดังนี้:
การเพิ่มขึ้นรวมกันมากกว่า 829,000 BTC ในกลุ่มสถาบันและภาครัฐ สะท้อนถึงการไหลเข้าของเงินทุนระยะยาวที่เข้าสู่ระบบอย่างเป็นระบบ

Source : InnovestX Research
ราคาแกว่งซึมตัวใกล้ฐานราคาเดิมบริเวณกรอบล่าง downtrend channel ขณะที่ Stochastic แกว่งตัวเหนือโซน oversold เล็กน้อย ส่วน MACD พลิกขึ้นมาตัด signal line แต่ยังคงอยู่ใต้แกน 0 ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้นเป็นการแกว่งตัวในกรอบ โดยยังเป็นการสลับดีดตัว-ย่อตัวเพื่อรอเลือกทาง
แนวรับ: 2,020,000-1,910,000 (62,000 – 58,000 ดอลลาร์)
แนวต้าน: 2,300,000-2,500,000 (72,000 – 78,000 ดอลลาร์)

Source : InnovestX Research
ราคาแกว่งซึมตัวใกล้ฐานราคาเดิมบริเวณกรอบล่าง downtrend channel ขณะที่ Stochastic แกว่งตัวเหนือโซน oversold เล็กน้อย ส่วน MACD พลิกขึ้นมาตัด signal line แต่ยังคงอยู่ใต้แกน 0 ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้นเป็นการแกว่งตัวในกรอบ โดยยังเป็นการสลับดีดตัว-ย่อตัวเพื่อรอเลือกทาง
แนวรับ: 57,000-50,000 (1,800 – 1,700 ดอลลาร์)
แนวต้าน: 69,000-75,000 (2,200 – 2,450 ดอลลาร์)
|
Date |
Events |
|
24 February 2026 |
CB Consumer Confidence (Feb) |
|
26 February 2026 |
Initial Jobless Claims |
|
27 February 2026 |
PPI (MoM) (Jan) |
ในส่วนของสัปดาห์หน้า (23-27 ก.พ.) ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐที่จะรายงาน เช่น Jobless claims หรือ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และ PPI หรือ ดัชนีราคาผู้ผลิต คาดว่าตลาดจะไม่ได้ให้น้ำหนักกับตัวเลขเหล่านี้มากนักเนื่องจากไม่ได้เป็นตัวเลขที่ Fed ใช้ในการตัดสินใจโดยตรงในการกำหนดทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้เราคาดว่าความผันผวนของตลาดโดยรวมจากปัจจัยมหภาคจะค่อนข้างที่จะจำกัดในสัปดาห์หน้า
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้