PDF Available  
เคาะซื้อ Weekly strategy

เคาะซื้อ Weekly Strategy: หลบหน่อยพระเอก (หุ้นไทย) มา ส่วนงบธนาคารสหรัฐฯ ยังแจ่ม (21 - 25 July 2025)

By ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ|18 Jul 25 2:30 PM
สรุปสาระสำคัญ

สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 21 - 25 กรกฎาคม 2025

 

มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์

ตราสารทุน

ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อในระยะสั้นจากโมเมนตัมเชิงบวกหนุนตลาด และการเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ อาจเป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้นได้หากงบออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ Upside อาจไม่มากเนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก และ Valuation เริ่มตึงตัว เน้น Selective หุ้น Quality และกระจายไปยังหุ้น Defensive สำหรับระยะยาวเรายังคงชื่นชอบหุ้น EM เช่น เวียดนาม จีน

 

ตราสารหนี้

เรายังคงมุมมองว่าตราสารหนี้ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี จะยังคงให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดีกว่าตราสารหนี้อายุยาวที่มีแนวโน้มถูกกดดันจาก Bond Yield ที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความกังวลของนักลงทุนต่อประเด็นหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการคลัง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาในระดับที่ทนทาน (Resilience)

 

สินทรัพย์ทางเลือก

เราประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสใกล้หยุดพักฐานหลังแกว่งตัวออกข้างมานานกว่า 2 เดือน โดยแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยหนุนหลัก และความกังวลต่อหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังเป็นอีกปัจจัยหนุนต่อราคาทองคำในระยะข้างหน้า มองเป้าหมายที่ $3875

[Theme Play]

 

Europe Equity: กิจกรรมทางเศรษฐกิจของยุโรปยังคงแสดงสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะในภาคบริการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการผลิตมีเสถียรภาพมากขึ้น ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ นโยบายการคลังที่ผ่อนคลายในกลุ่มประเทศยุโรป การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศของเยอรมนี ซึ่งล้วนช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ คาดว่าปัจจัยเหล่านี้จะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในระยะข้างหน้า หากพิจารณากำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี STOXX 600 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026 ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนกลับมาลงทุนในยุโรปมากยิ่งขึ้น

 

Gold: ราคาทองคำกำลังเข้าสู่ไตรมาส 3 ซึ่งตามสถิติเป็นฤดูกาลที่ราคาทองมักปรับขึ้น ขณะที่แนวโน้มดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ยังอ่อนค่าจากคาดการณ์ Fed ลดดอกเบี้ย หนุนราคาทอง ด้านปัจจัยพื้นฐาน หนี้สาธารณะทั่วโลกยังสูง เสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน ขณะที่กระแส De-dollarization เดินหน้าลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ และธนาคารกลางทั่วโลกยังมีแนวโน้มซื้อทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  ด้านเทคนิค ราคาทองอยู่ช่วงปลายของการพักฐานแบบ Triangle ราว 2 เดือน เตรียม Breakout ขาขึ้น หลังทำ higher low และ higher high สอดคล้องกับพฤติกรรมราคาช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

 

China A-Shares: จีนได้ปรับเศรษฐกิจมานานเพื่อเตรียมรองรับสงครามการค้า อีกทั้ง รัฐบาลได้หันกลับมาสนับสนุนภาคเอกชน โดย A-Shares ราคายัง Laggard เมื่อเทียบกับ H-Shares จึงมีโอกาสปรับตัวขึ้นโดยเฉพาะหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุนเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้น ล่าสุดยังคงเห็นความพยายามของรัฐบาลจีนในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และสี จิ้นผิง ส่งสัญญาณจีนเตรียมคุมสงครามราคา และแก้ปัญหาภาคอสังหาฯ เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืดและฟื้นเศรษฐกิจ หนุน Sentiment หุ้นจีน ปัจจุบันดัชนี CSI 300 มี Valuation ไม่แพง และกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัว นอกจากนี้ A-Shares มีความสัมพันธ์ต่อหุ้นโลกและหุ้นสหรัฐฯ ต่ำ สามารถใช้ในการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นโลกได้

 

Vietnam Equity: ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 3 ปี และเดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลังบรรลุดีลกับสหรัฐฯ แม้อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เก็บจะสูงราว 20% แต่ก็ต่ำกว่าการประกาศครั้งแรกที่ 46% นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามได้เดินหน้านโยบายปฏิรูปเชิงลึกผ่าน Resolution 68 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับภาคเอกชนสู่แรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และล่าสุดรัฐบาลเวียดนามปรับเพิ่มการขยายตัวของ GDP ปี 2025 ที่ 8.3-8.5% และตั้งเป้าหมายการเติบโตสูงกว่า 10% สำหรับปี 2026-2030 อีกทั้ง ตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสถูกยกระดับสู่ FTSE Emerging market ในช่วงเดือนก.ย. เป็นอีกปัจจัยหนุนต่อตลาดหุ้นเวียดนาม แนะนำให้ทยอยลงทุนในหุ้นเวียดนาม

 

[Event Play]

 

China Tech: แนะนำลงทุนหุ้นเทคจีน โดยมองว่ารัฐบาลจีนจะยังคงใช้นโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจต่อ ซึ่งจะช่วยหนุนให้หุ้นเทคโนโลยีจีนที่มีรายได้จากภายในประเทศได้รับประโยชน์ ในขณะที่การผ่อนคลายการส่งออกชิปของสหรัฐฯมีแนวโน้มให้บริษัทเทคโนโลยีจีนเข้าถึงเทคโนโลยีในการพัฒนา AI มากขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีน ด้านพื้นฐานมองว่า EPS Growth ในไตรมาสที่เหลือของปียังเติบโตในระดับสูง และโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯขณะที่ Valuation ยังถูก (Forward P/E 16.1 เท่า vs ค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 24)

 

TH Equity: หุ้นไทยฟื้นตัวแรง หลังดีลการค้าสหรัฐฯ-ไทยคืบหน้า และความหวังการแต่งตั้งผู้ว่าฯ ธปท.คนใหม่ หนุน Sentiment หุ้นไทยในระยะสั้น เราประเมินว่าหากไทยสามารถบรรลุดีลการค้ากับสหรัฐฯ สำเร็จและได้อัตราภาษีต่ำกว่า 20% จะสามารถหนุนโมเมนตัมตลาดหุ้นไทยได้ต่อ ขณะที่ผู้ว่าฯธปท. คนใหม่ที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ย ประกอบการสอดประสานระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง จะเป็นอีกแรงหนุนที่สำคัญ ทั้งนี้ ปัจจัยการเมืองยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ที่อาจมากดดันต่อตลาดหุ้นไทยได้อีก เราประเมินว่าดัชนี SET ที่ 1,200 จุด เป็นแนวต้านที่สำคัญ หากผ่านไปได้มองเป้าถัดไปที่ 1,230-1,250 จุด ด้วย Valuation ในปัจจุบันของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับถูกมาก ทำให้ Upside ยังเปิดกว้าง หากมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยบวกต่อเนื่อง แนะนำเข้าลงทุนหุ้นไทย โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นปันผลสูง

 

Global Healthcare: เราประเมินว่าราคาหุ้นในกลุ่ม Global Healthcare ได้ปรับตัวลงมาสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ทั้งจากประเด็นภาษียาและปัจจัยลบเฉพาะตัว ขณะเดียวกัน Valuation ในปัจจุบันอยู่ในโซน Deep Value โดยซื้อ-ขาย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมาก (-2 S.D.) และสัญญาณในเชิงเทคนิค สะท้อนโอกาสในการฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป นอกจากนี้ กลุ่ม Healthcare ยังมีลักษณะเป็นหุ้นแนว Defensive ที่สามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดี จึงมีโอกาสได้รับความสนใจจากการสลับกลุ่มลงทุน (sector rotation) โดยเฉพาะในช่วงที่ดัชนี S&P 500 เริ่มเข้าสู่ระดับ Valuation ที่ตึงตัว และความกังวลหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ

Author
DR RHATSARUN TANAPAISANKIT
ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ

Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5