สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 1 - 5 กันยายน 2025
# แนะนำขาย “ล็อกกำไร” กองทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนผ่าน DAOL-CHINATECH กองทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนแบบ Passive อ้างอิงดัชนี Hang Seng Tech ETF ในวันที่ 26 ส.ค. 2025 ดัชนี Hang Seng Tech ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5,828 จุด มาทะลุเป้าหมาย (Target) ที่ 5,730 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากวันที่แนะนำเข้าลงทุน 5 มิ.ย. 2025 ที่ระดับราว 5,320 จุด (ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว +9.5%) แม้เรายังคงมีมุมมองที่ดีต่อการลงทุนในหุ้นจีนเทคโนโลยีในระยะยาว แต่เรามองว่าปัจจัยเร่งต่างๆ เริ่มมีแนวโน้มลดลง อาจนำไปสู่การขายทำกำไรในหุ้นเทคโนโลยีจีนในระยะสั้น เราจึงแนะนำนักลงทุนล็อคกำไรหุ้นเทคโนโลยีจีนออกมาก่อน และอาจพิจารณาเข้าลงทุนใหม่อีกครั้งเมื่อตลาดเกิดการปรับฐาน หรือมีปัจจัยบวกใหม่ที่ช่วยส่งเสริมตลาดต่อไป
# แนะนำขาย “ล็อกกำไร” หุ้นเวียดนามผ่านกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A หลังจากตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมารับรู้ปัจจัยบวกไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดสู่ FTSE EM, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นโดยมีปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ ระดับการใช้ Margin ที่อยู่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ การขึ้นแบบกระจุกตัวในหุ้นกลุ่ม Vingroup ค่าเงิน VND ที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง และ Valuation ตลาดที่เริ่มแพงกว่าค่าเฉลี่ย โดยกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ที่เราแนะนำสร้างผลตอบแทน +11.7% จากวันที่เริ่มลงทุน 10 ก.ย. 2024 (อ้างอิง NAV ณ วันที่ 22 ส.ค. 2025) ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เราจึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรและอาจพิจารณากลับเข้าลงทุนอีกครั้งเมื่อเห็นสัญญาณความเสี่ยงที่ลดลง
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
ตลาดหุ้นเริ่มเข้าสู่ช่วงพักฐานหลังจากที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า โดยสำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตการลงทุนอยู่แล้ว เรายังคงแนะนำให้ถือครองต่อ ขณะที่ผู้ที่ต้องการเข้าลงทุนใหม่ควรรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัว สำหรับระยะสั้น หุ้นจีน A-shares มีโมเมนตัมเชิงบวกที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อได้ ขณะที่ในมุมมองระยะยาว เรายังคงให้น้ำหนักเชิงบวกกับตลาดหุ้น EM อย่างจีน ด้านตลาดหุ้น DM เรามองว่ายุโรปยังน่าสนใจจากมูลค่าที่ไม่ตึงตัว และคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น ที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตราสารหนี้
เราแนะนำให้นักลงทุนปรับเพิ่มอายุตราสารหนี้ที่ลงทุนเป็น 2-5 ปี หลังการประชุม Jackson Hole ซึ่งประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ ได้ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยมีมุมมองว่าการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะกระทบเงินเฟ้อแบบครั้งเดียว (One time effect) ขณะเดียวกันตลาดแรงงานยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา อย่างไรก็ตาม คาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจะทำได้อย่างจำกัด จากความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวแรงขึ้น ซึ่งจะจำกัดโอกาสที่ Bond Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวจะปรับลดลง
สินทรัพย์ทางเลือก
เรามองว่าราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ โดยแนวต้านสำคัญอยู่ที่ $3,440 หากราคาสามารถทะลุผ่านไปได้มีโอกาสปรับตัวขึ้นแรง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อราคาทองคำ ขณะที่ความคืบหน้าในการเจรจายุติสงครามรัสเซีย–ยูเครน อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากราคาปรับฐานจากปัจจัยดังกล่าว เราประเมินว่าเป็นโอกาสในการทยอยสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว
ด้าน REITs ไทยมีแนวโน้มได้รับปัจจัยบวกจากรายงานการประชุม กนง. เดือน ส.ค. 2025 ชี้ว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยหนุนที่ทำให้ REITs ไทยที่ยังคง Laggard เมื่อเทียบกับ SET Index มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้
[Theme Play]
Europe Equity: กิจกรรมทางเศรษฐกิจของยุโรปยังคงแสดงสัญญาณเชิงบวก PMI ภาคผลิตและบริการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความหวังการยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน มีโอกาสช่วยหนุนให้หุ้นยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้น จากต้นทุนราคาพลังงานที่ลดลง และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลาย หากยุติสงครามสำเร็จ ด้านกำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในระยะข้างหน้าจากเศรษฐกิจที่ได้รับแรงหนุนจากการใช้นโยบายทางการคลังของภูมิภาค โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี STOXX 600 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026 ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนกลับมาลงทุนในยุโรปมากยิ่งขึ้น
Gold: ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนค่า และความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยซึ่งเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน กระแส De-dollarization ที่เร่งตัว และการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก ล้วนเป็นแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่อราคาทองคำ ในเชิงเทคนิค ราคายังคงแกว่งตัวสะสมในกรอบ อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากความคืบหน้าในการเจรจายุติสงครามรัสเซีย–ยูเครน แต่หากราคามีการปรับฐานจากปัจจัยดังกล่าว เรามองว่าเป็นจังหวะทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว
China A-Shares: หุ้นจีน A-Share ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจจีนที่แข็งแกร่ง ในขณะที่เริ่มเห็นสัญญาณนักลงทุนเริ่มขายพันธบัตรและเข้าลงทุนในหุ้นมากขึ้น เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มกลับมามีความมั่นใจกับตลาดหุ้นอีกครั้ง ทั้งนี้กำไรบริษัทจดทะเบียนใน CSI300 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 3 ปี เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น นอกจากนี้ A-Shares มีความสัมพันธ์ต่อหุ้นโลกและหุ้นสหรัฐฯต่ำ สามารถใช้ในการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นโลกได้
[Event Play]
TH REITs : REITs ไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากแรงหนุนที่ ธปท. ส่งสัญญาณเข้าสู่วัฏจักรปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเงินฝืด โดยเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย อีกทั้ง REITs ไทยมีส่วนต่างปันผลกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Dividend Yield Spread) พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.32% และอัตราปันผลเฉลี่ย 8.79% สูงกว่า REITs ภูมิภาค
อื่น ๆ ขณะเดียวกัน ดัชนี SETPREITs ส่งสัญญาณทางเทคนิคกลับตัว หลังราคาทะลุ Downtrend line และ sentiment ตลาดหุ้นไทยโดยรวมเริ่มฟื้น ชี้โอกาสลงทุนระยะสั้น
Global Healthcare: Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett เข้าซื้อหุ้น UnitedHealth Group จำนวน 5 ล้านหุ้น มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2/2025 แม้บริษัทยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการแพทย์สูงและผลประกอบการต่ำกว่าคาด แต่การเข้าซื้อดังกล่าวช่วยหนุน Sentiment ต่อหุ้นกลุ่ม Healthcare และเป็นแรงผลักดันสำคัญในระยะสั้น ขณะเดียวกัน Valuation ของกลุ่มยังอยู่ในระดับน่าสนใจหลังจากราคาปรับฐานลงมา อีกทั้ง ยังมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากกระแสการสลับกลุ่มลงทุน (sector rotation) โดยเฉพาะเมื่อดัชนี S&P 500 เริ่มเข้าสู่ระดับ Valuation ที่ตึงตัว