Offshore Stock Update

Global FMCG & Beauty: เงินเฟ้อกลับมา แต่ Pricing Power ไม่เท่ากัน

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|30 Jul 26 10:29 AM
fmcg
สรุปสาระสำคัญ

ภาพรวมงบไตรมาสล่าสุดของกลุ่ม FMCG และ Beauty ออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ในแง่ยอดขาย (L’Oréal, Unilever, Danone) ยกเว้น P&G ที่ออกมาน่าผิดหวัง โดยระดับ Pricing Power เริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน โดย L’Oréal และ Unilever มีอำนาจกำหนดราคาสูงสุดและโตอย่างมีคุณภาพ ขณะที่ Danone พึ่งพาการขึ้นราคาเพื่อประคองยอดขาย ส่วน P&G Pricing Power อ่อนแอที่สุด ด้านผลกระทบเงินเฟ้อ กลุ่ม Beauty ได้รับผลกระทบน้อยเนื่องจากอัตรากำไรสูง แต่กลุ่ม FMCG ทั่วไปเริ่มเผชิญต้นทุนวัตถุดิบ ขนส่ง และพลังงานที่พุ่งขึ้นอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ INVX มองว่ากลุ่ม Beauty & Personal Care ที่เน้นนวัตกรรมจะปกป้องมาร์จิ้นและส่วนแบ่งตลาดได้ดีกว่า ขณะที่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จำเป็นในครัวเรือนจะถูกกดดันมาร์จิ้นอย่างหนัก หากส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคไม่ได้

1) ภาพรวมอุตสาหกรรม: จากการขึ้นราคา สู่การพิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์


ผลประกอบการล่าสุดของ L’Oréal, Unilever, Danone และ P&G สะท้อนว่ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคกำลังเข้าสู่ช่วงที่บริหารยากขึ้นอีกครั้ง หลังต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และการขนส่งเริ่มเพิ่มขึ้น แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับการขึ้นราคาในวงกว้าง บริษัทจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการชดเชยต้นทุน การรักษาปริมาณขาย และการปกป้องส่วนแบ่งตลาด


ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ แหล่งที่มาของการเติบโต โดย L’Oréal และ Unilever เติบโตจากนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม และปริมาณขายมากกว่า ขณะที่ Danone ยังต้องพึ่งการขึ้นราคาเพื่อชดเชยปริมาณขายที่ฟื้นตัวจำกัด ส่วน P&G อยู่ในตำแหน่งอ่อนแอที่สุด เนื่องจากทั้งปริมาณขายและราคาทรงตัว ท่ามกลางผู้บริโภคที่มองหาสินค้าราคาคุ้มค่าและต้นทุนที่กำลังเพิ่มขึ้น

ตารางสรุปผลประกอบการล่าสุด

 

บริษัท

งบล่าสุด

ผลประกอบการรายไตรมาสล่าสุด

ผลประกอบการครึ่งปีล่าสุด

ราคาและปริมาณในไตรมาสล่าสุด

แนวโน้มทั้งปี

L’Oréal

2Q26 / 1H26

2Q26: ยอดขาย €11.62 พันล้าน, +8.2% YoY; ยอดขายแบบเทียบเคียง +6.3% สูงกว่าคาด +6.1%

1H26: กำไรจากการดำเนินงาน €5.06 พันล้าน, +6.8% YoY; มาร์จิ้น 21.3% เพิ่มขึ้น 20 bps; EPS ปรับปรุงแล้ว €7.40 ต่ำกว่าคาด €7.50

2Q26: บริษัทไม่เปิดเผยราคาและปริมาณแยกกัน การเติบโตมาจากปริมาณขาย ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และสินค้าพรีเมียม

FY26: ไม่ให้กรอบตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะยังเติบโตดีกว่าตลาดความงาม

Unilever

2Q26 / 1H26

2Q26: ยอดขาย €13.05 พันล้าน; ยอดขายพื้นฐาน +5.8% สูงกว่าคาด +4.1%

1H26: กำไรจากการดำเนินงานพื้นฐาน €5.19 พันล้าน; มาร์จิ้น 20.3%; EPS พื้นฐาน €1.61

2Q26: ปริมาณขาย +5.5%; ราคา +0.2%

FY26: ยอดขายพื้นฐาน +4–6%; ปริมาณขายราว +3%; มาร์จิ้นดีขึ้นเล็กน้อยจาก 20.0% ในปี 2025

Danone

2Q26 / 1H26

2Q26: ยอดขาย €7.22 พันล้าน, +4.4% YoY; ยอดขายแบบเทียบเคียง +4.2% สูงกว่าคาด +3.6%

1H26: กำไรจากการดำเนินงานประจำ €1.85 พันล้าน, +2.4% YoY; มาร์จิ้น 13.3% เทียบ 13.2% ปีก่อน

2Q26: ปริมาณและส่วนผสมผลิตภัณฑ์ +1.9%; ราคา +2.3%

FY26: ยอดขายแบบเทียบเคียง +3–5%; กำไรจากการดำเนินงานประจำเติบโตเร็วกว่ายอดขาย

P&G

4QFY26 / FY27 Guidance

4QFY26: ยอดขาย $21.20 พันล้าน, +1.5% YoY แต่ต่ำกว่าคาด $21.34 พันล้าน; ยอดขายพื้นฐาน 0% ต่ำกว่าคาดประมาณ +1.9%; Core EPS $1.43 ลดลง 3% YoY

FY26: กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน $19.6 พันล้าน; คืนเงินให้ผู้ถือหุ้นมากกว่า $15 พันล้าน

4QFY26: ปริมาณขาย 0%; ราคา 0%; ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ 0%

FY27: ยอดขายพื้นฐาน +1–3%; Core EPS 0–3% หรือ $6.89–7.11; ต้นทุนเพิ่มหลังภาษีราว $1 พันล้าน


L’Oréal รายงานยอดขาย 2Q26 ที่ €11.62 พันล้าน เพิ่มขึ้น 8.2% YoY และสูงกว่าคาด โดยธุรกิจเวชสำอางเติบโต 11.1% และผลิตภัณฑ์สำหรับช่างทำผมเพิ่มขึ้น 10.1% ขณะที่ธุรกิจสินค้าหรูเติบโต 4.7% ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย กำไรจากการดำเนินงาน 1H26 สูงกว่าคาดเล็กน้อย แต่กำไรต่อหุ้น €7.40 ต่ำกว่าคาดที่ €7.50


Unilever มีคุณภาพการเติบโตเด่นที่สุดในกลุ่ม FMCG โดยยอดขายพื้นฐานเพิ่มขึ้น 5.8% จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 5.5% สูงกว่าตลาดคาดมาก ธุรกิจ Home Care เติบโต 9.1%, Beauty & Wellbeing เพิ่มขึ้น 8.1% และ Personal Care เพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่ธุรกิจอาหารเติบโตเพียง 0.2%


Danone รายงานยอดขายแบบเทียบเคียงเพิ่มขึ้น 4.2% โดยมีแรงหนุนจากการปรับราคาขึ้น 2.3% และปริมาณขายรวมถึงโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น 1.9% กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2.4% และมาร์จิ้นขยับขึ้นเป็น 13.3% โดยธุรกิจน้ำดื่มและโภชนาการเฉพาะทางช่วยชดเชยความอ่อนแอในธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและอาหารจากพืช


P&G รายงานยอดขาย 4QFY26 ที่ $21.2 พันล้าน เพิ่มขึ้น 1.5% YoY แต่ต่ำกว่าคาด ขณะที่ยอดขายพื้นฐานทรงตัว เนื่องจากทั้งปริมาณ ราคา และส่วนผสมผลิตภัณฑ์ไม่มีการเติบโต ยอดขายพื้นฐานของ Beauty เพิ่มขึ้น 4% แต่ Health Care ลดลง 1% และ Baby, Feminine & Family Care ลดลง 2%


2) รายละเอียดผลประกอบการรายตัว 


2.1) L’Oréal: Pricing Power จากนวัตกรรมและ Premiumization


L’Oréal มีอำนาจการกำหนดราคาที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม แม้บริษัทไม่ได้เปิดเผยการเติบโตแยกระหว่างราคาและปริมาณอย่างละเอียดเหมือนบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายอื่น ความแข็งแกร่งดังกล่าวสะท้อนผ่านความสามารถในการทำให้ยอดขายเติบโตเร็วกว่าตลาดความงาม โดยเฉพาะในกลุ่มเวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับมืออาชีพ และสินค้าพรีเมียม


ยอดขายแบบเทียบเคียง 2Q26 เพิ่มขึ้น 6.3% โดยธุรกิจ Dermatological Beauty เติบโต 11.1% จากแบรนด์ La Roche-Posay, CeraVe และ SkinCeuticals ขณะที่ Professional Products เติบโต 10.1% จากความต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียม ส่วน L’Oréal Luxe เติบโตช้ากว่ากลุ่มที่ 4.7% แต่ยังได้รับแรงหนุนจากน้ำหอมและการฟื้นตัวของสินค้าพรีเมียมในจีน


มุมมองจาก Earnings Call


ผู้บริหารระบุว่าการเติบโตของบริษัทมาจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ นวัตกรรม และ E-commerce โดยผลิตภัณฑ์ใหม่มีส่วนสนับสนุนการเติบโตราว 250 bps ใน 1H26 มากกว่าปีก่อนประมาณ 2.5 เท่า ขณะที่ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้น 18% สูงกว่าตลาดที่เติบโตประมาณ 9–10% สะท้อนความสามารถในการใช้ TikTok, Amazon และผู้มีอิทธิพลทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคและสนับสนุนราคาขายระดับพรีเมียม


บริษัทสามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้ 10 bps แม้เผชิญผลกระทบจากภาษีนำเข้าและเพิ่มงบโฆษณาและส่งเสริมแบรนด์อีก 70 bps โดยชดเชยผ่านการลดค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 70 bps ทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 21.3%


ผลกระทบจากเงินเฟ้อ


L’Oréal ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อยกว่าบริษัท FMCG อื่น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบมีสัดส่วนต่อราคาขายต่ำกว่า และมูลค่าของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับแบรนด์ นวัตกรรม ประสิทธิภาพ และภาพลักษณ์มากกว่าต้นทุนการผลิตโดยตรง บริษัทจึงสามารถใช้ Premiumization และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มราคาขายเฉลี่ยโดยไม่จำเป็นต้องประกาศขึ้นราคาทั่วทั้งพอร์ต

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงอยู่ที่กลุ่มสินค้าหรูและ Travel Retail ซึ่งยังอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจจีน การเดินทางระหว่างประเทศ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยยอดขายในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบราว €30 ล้านใน 1H26 แม้ผลกระทบโดยรวมยังไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดบริษัท

 

2.2) Unilever: ปริมาณขายแข็งแกร่ง แต่ต้องพิสูจน์ว่าสามารถขึ้นราคาโดยไม่เสีย Momentum


Unilever รายงานการเติบโตที่มีคุณภาพสูงที่สุดในกลุ่ม FMCG เนื่องจากยอดขายพื้นฐาน 5.8% เกือบทั้งหมดมาจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 5.5% ขณะที่ราคาขายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่าการเติบโตไม่ได้เกิดจากเงินเฟ้อ แต่เกิดจากอุปสงค์ ส่วนแบ่งตลาด นวัตกรรม และการฟื้นตัวในตลาดเกิดใหม่

 

ธุรกิจที่โดดเด่น ได้แก่ Home Care, Beauty & Wellbeing และ Personal Care โดยได้รับแรงหนุนจาก Dove, Sunsilk, Cif และ OMO รวมถึงการเติบโตในสหรัฐฯ ละตินอเมริกา อินเดีย อินโดนีเซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากไม่รวมธุรกิจอาหาร ยอดขายพื้นฐานของ Core Unilever จะเติบโตถึง 7.6%


มุมมองจาก Earnings Call


ฝ่ายบริหารย้ำว่าปริมาณขายเป็นตัวชี้วัดอุปสงค์และความคืบหน้าของธุรกิจที่สำคัญที่สุด พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ปริมาณขายทั้งปี 2026 จากอย่างน้อย 2% เป็นราว 3% และคาดว่ายอดขายพื้นฐานจะอยู่ในกรอบ 4–6% แทนการอยู่บริเวณขอบล่างของกรอบเดิม

 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังจะเปลี่ยนไป โดยบริษัทคาดว่ายอดขายพื้นฐานจะเพิ่มขึ้น 4–5% และจะมีแรงสนับสนุนจากการขึ้นราคามากขึ้น เพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่ส่งผ่านเข้ามาในห่วงโซ่อุปทาน บริษัทคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นใน 2H26 จะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก และอัตรากำไรจากการดำเนินงานทั้งปีจะดีขึ้นเล็กน้อยจาก 20.0% ในปี 2025


ผลกระทบจากเงินเฟ้อ


Unilever ยังมี Pricing Power ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ความงาม และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน แต่ความสามารถในการขึ้นราคาแตกต่างกันตามหมวดสินค้า โดยธุรกิจอาหารเผชิญการแข่งขันสูงในตลาดเครื่องปรุงรสของสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่การจัดรายการส่งเสริมการขายใน Personal Care และการควบคุมราคาบางส่วนในบราซิลทำให้การเติบโตจากราคาใน 2Q26 อยู่ในระดับต่ำ


แม้ปริมาณขาย 2Q26 ฟื้นตัวแข็งแกร่ง แต่บริษัทกำลังเตรียมขึ้นราคาเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น จึงต้องจับตาว่าผู้บริโภคจะยอมรับราคาที่สูงขึ้นหรือไม่ หากตอบสนองด้วยการลดการซื้อหรือเปลี่ยนไปใช้สินค้าราคาถูก ปริมาณขายอาจชะลอลง โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและตลาดยุโรป ขณะเดียวกัน มาร์จิ้นที่ลดลงใน 2Q26 สะท้อนว่าการเติบโตของยอดขายในปัจจุบันยังไม่ได้แปลงเป็นกำไรเต็มที่ เพราะยอดขายมาจาก Home Care ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำกว่า ประกอบกับบริษัทขึ้นราคาได้จำกัดเมื่อเทียบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น


2.3) Danone: ขึ้นราคาได้ แต่คุณภาพการเติบโตยังต้องจับตา


Danone แสดงให้เห็นว่ายังสามารถขึ้นราคาได้ โดยยอดขายแบบเทียบเคียง 2Q26 เพิ่มขึ้น 4.2% สูงกว่าคาด แต่ราคาเพิ่มขึ้น 2.3% ขณะที่ปริมาณและส่วนผสมผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นเพียง 1.9% จึงถือเป็นผลประกอบการที่ดีกว่าคาดในเชิงยอดขาย แต่คุณภาพต่ำกว่า Unilever และ L’Oréal


แรงสนับสนุนสำคัญมาจากผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง โภชนาการทางการแพทย์ และน้ำดื่ม โดยธุรกิจ Specialized Nutrition เติบโต 4.5% และ Waters เพิ่มขึ้น 4.7% ขณะที่ Essential Dairy & Plant-Based เพิ่มขึ้น 3.8% การขึ้นราคาชัดเจนที่สุดในทวีปอเมริกา ซึ่งยอดขายเติบโต 4.3% จากราคา 4.0% และปริมาณเพียง 0.3%


มุมมองจาก Earnings Call


ผู้บริหารยังเห็นโอกาสจากผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพลำไส้ และโภชนาการทางการแพทย์ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากสังคมสูงวัยและการใช้ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 อย่างไรก็ตาม บริษัทมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตโยเกิร์ตโปรตีนสูงในสหรัฐฯ และยังต้องใช้เวลาเพื่อฟื้นส่วนแบ่งตลาดจาก Chobani


ฝ่ายบริหารระบุว่าผลิตภัณฑ์นมจากพืชและครีมเทียมในสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น แต่การฟื้นตัวยังอยู่ในระยะเริ่มต้น พร้อมเดินหน้าเพิ่มสายการผลิตโยเกิร์ตตลอดทั้งปี


ธุรกิจนมผงเด็กยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการเรียกคืนสินค้า โดยบริษัทเตรียมใช้งบการตลาดใน 3Q26 เพื่อย้ำคุณภาพ โภชนาการ และความเชี่ยวชาญของแบรนด์ ผลกระทบทางการเงินจากการเรียกคืนสินค้าอยู่ในกรอบเดิมที่ €35–70 ล้าน


ผลกระทบจากเงินเฟ้อ


Danone มีความสามารถในการขึ้นราคาในผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น อาหารทางการแพทย์ นมผงเด็ก และผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพและประโยชน์ด้านสุขภาพ แต่ผลิตภัณฑ์นมทั่วไป น้ำดื่ม และผลิตภัณฑ์จากพืชยังเผชิญการแข่งขันสูงกว่า


Danone ยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพการเติบโต เนื่องจากยอดขายส่วนหนึ่งมาจากการขึ้นราคา ขณะที่ปริมาณขายฟื้นตัวเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในอเมริกาและธุรกิจโภชนาการเฉพาะทาง นอกจากนี้ กำไรจากการดำเนินงาน 1H26 เพิ่มขึ้นเพียง 2.4% ช้ากว่ายอดขาย ทำให้บริษัทต้องเร่งการเติบโตของกำไรใน 2H26 ให้ได้ราว 6% เพื่อให้เป็นไปตามประมาณการตลาด


จีนเป็นอีกจุดที่ต้องจับตา ยอดขายใน China, North Asia & Oceania ชะลอลงเหลือ 3.6% จาก 10.3% ในไตรมาสก่อน จากฐานเปรียบเทียบที่สูง การกลับสู่ภาวะปกติของตลาดนมผงเด็ก และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น แม้ผู้บริโภคจีนยังเลือกซื้อผลิตภัณฑ์พรีเมียมและ Danone ยังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดก็ตาม

2.4) P&G: Pricing Power ถูกทดสอบมากที่สุด


P&G อยู่ในสถานะที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากยอดขายพื้นฐาน 4QFY26 ทรงตัว โดยทั้งปริมาณ ราคา และส่วนผสมผลิตภัณฑ์ไม่มีการเติบโต ผลประกอบการต่ำกว่าคาดในเกือบทุกหมวดสินค้า ยกเว้น Beauty ซึ่งยอดขายพื้นฐานเพิ่มขึ้น 4%


บริษัทเคยมี Pricing Power แข็งแกร่งจากขนาด แบรนด์ และการกระจายสินค้า แต่ผลประกอบการล่าสุดสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ใช้คูปอง เลือกสินค้าลดราคา หรือลดระดับไปซื้อสินค้าราคาถูก ส่งผลให้ P&G ไม่สามารถขึ้นราคาได้มากพอที่จะชดเชยต้นทุนโดยไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียปริมาณและส่วนแบ่งตลาด


มุมมองจาก Earnings Call


ฝ่ายบริหารคาดว่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่บริษัทดำเนินงานจะเติบโตเพียง 1–3% ใน FY27 และตั้งเป้าให้ยอดขายพื้นฐานของบริษัทเติบโตสูงกว่าตลาดเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม กรอบคาดการณ์รวมผลกระทบ 30–50 bps จากการปรับโครงสร้างแบรนด์ รูปแบบผลิตภัณฑ์ และช่องทางจำหน่ายแล้ว


บริษัทคาดว่าจะเผชิญต้นทุนหลังภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ $1 พันล้าน จากวัตถุดิบ พลังงาน การขนส่ง และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยสมมติราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่ $90 ต่อบาร์เรล นอกจากต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว ค่าระวางเรือ ค่าขนส่งทางรถบรรทุก เงินเฟ้อจากผู้จำหน่าย และค่าธรรมเนียมฉุกเฉินยังเพิ่มขึ้นด้วย ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของ FY27 และอาจทำให้ EPS ใน 1QFY27 ลดลงอย่างน้อย 5%


P&G จึงเลือกตอบสนองด้วยการเพิ่มงบการตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้สื่อ มากกว่าการขึ้นราคาอย่างเต็มที่ ผู้บริหารยอมรับว่าตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่และมีมาร์จิ้นสูงที่สุด ต้องการนวัตกรรมที่มีความแตกต่างชัดเจนมากขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคยอมจ่ายราคาสูงกว่าแบรนด์คู่แข่ง


ผลกระทบจากเงินเฟ้อ


P&G เผชิญสถานการณ์ที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ Pricing Power ลดลง หากบริษัทขึ้นราคาเร็วเกินไป ผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปใช้ Private Label หรือสินค้าคู่แข่งราคาถูก แต่หากไม่ขึ้นราคา อัตรากำไรจะถูกกดดัน ดังนั้นบริษัทจึงต้องใช้เงินลงทุนด้านผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาดมากขึ้น ซึ่งช่วยยอดขายระยะยาวแต่กดดันกำไรในระยะสั้น


แม้บริษัทสร้างประสิทธิภาพการผลิตได้ดี แต่ผลประโยชน์ดังกล่าวถูกหักล้างด้วยส่วนผสมยอดขายที่อ่อนแอ การลงทุนในสินค้าและบรรจุภัณฑ์ และต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น จึงยังไม่เห็นจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนของยอดขายและอัตรากำไร

 

3) เปรียบเทียบ Pricing Power

 

อันดับ

บริษัท

ระดับ Pricing Power

เหตุผล

1

L’Oréal

แข็งแกร่งมาก

แบรนด์พรีเมียม นวัตกรรม เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์เฉพาะ ช่วยเพิ่มราคาขายเฉลี่ยโดยไม่กระทบอุปสงค์มาก

2

Unilever

แข็งแกร่ง

ปริมาณขายและส่วนแบ่งตลาดฟื้นตัว โดยเฉพาะ Beauty, Personal Care และ Home Care แต่ต้องพิสูจน์การขึ้นราคาใน 2H26

3

Danone

ปานกลางถึงแข็งแกร่ง

ขึ้นราคาได้ในโภชนาการเฉพาะทางและผลิตภัณฑ์สุขภาพ แต่ปริมาณขายบางภูมิภาคยังจำกัด

4

P&G

ปานกลางและอ่อนตัวลง

แบรนด์ยังแข็งแกร่ง แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคามากขึ้น ขณะที่ต้นทุนเพิ่มและยอดขายพื้นฐานไม่เติบโต

 

4) มุมมองของ INVX 

 

บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคเผชิญข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค เนื่องจากกำลังซื้อยังเปราะบางและการแข่งขันด้านราคาสูง การรักษา Pricing Power จึงต้องอาศัยนวัตกรรม คุณภาพที่ผู้บริโภครับรู้ได้ การลงทุนในแบรนด์ และการมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมหลายระดับราคา ไม่ใช่พึ่งความแข็งแกร่งของแบรนด์เพียงอย่างเดียว มิฉะนั้นอาจสูญเสียปริมาณขายให้แก่ Private Label และคู่แข่งที่มีราคาสินค้าต่ำกว่า

 

กลุ่ม Beauty มีโครงสร้างที่ได้เปรียบกว่า FMCG ทั่วไป เพราะผู้บริโภคยอมจ่ายเพิ่มเพื่อประสิทธิภาพ ภาพลักษณ์ และนวัตกรรม โดยเฉพาะเวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และสินค้าพรีเมียม ขณะที่สินค้าในครัวเรือน อาหาร และสินค้าจำเป็นมีความไวต่อราคามากกว่า เนื่องจากเปรียบเทียบราคาและเปลี่ยนแบรนด์ได้ง่ายกว่า

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Stocks Mentioned
PG.N
DANO.PA
ULVR.L
OREP.PA
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5