Offshore Stock Update

แนวโน้มกลุ่มนิวเคลียร์ในช่วงครึ่งปีหลังปี 2026

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|15 Jun 26 10:55 AM
small-modular-reactor-SMR-scaled
สรุปสาระสำคัญ

ในครึ่งหลังของปี 2026 เป็นช่วงที่ SMR ได้รับแรงหนุนจากกลุ่มเทคฯใหญ่และนโยบายรัฐบาลอย่างมาก จนทำให้หลายบริษัทเตรียมเริ่มเข้าตลาดหุ้นเพื่อหาเงินทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม ความเข้มงวดในการอนุมัติของ NRC และปัญหาซัพพลายเชนเชื้อเพลิง จะทำให้มีผู้พัฒนาเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่จะรอดและประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ (ซึ่งคาดว่าตลาดจะแพร่หลายจริงหลังปี 2035)

แนวโน้มกลุ่มนิวเคลียร์ในช่วงครึ่งปีหลังปี 2026

1. ปัญหาขาดเงินทุนอาจผลักดันให้เกิด IPO เพิ่มขึ้น

การพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นและส่วนใหญ่ยังไม่มีรายได้เข้ามา ทำให้ต้องใช้เงินทุนสูงมาก เป็นเหตุให้ผู้พัฒนาหลายรายต้องเริ่มเข้าสู่ตลาดหุ้นสาธารณะ

  • การระดมทุนในตลาดหุ้น: หลังจากที่ X-energy, Terrestrial Energy, Oklo และ NuScale ได้เข้าตลาดหุ้นไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด Newcleo (ผ่านการควบรวมกิจการแบบ SPAC) และ Deep Fission ได้ประกาศแผนเข้าตลาดหุ้นในปีนี้ ขณะที่ Holtec มีแนวโน้มจะเข้าตลาดภายในปี 2026
  • ความได้เปรียบของ Holtec: แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นเพราะ Holtec มีรายได้จากธุรกิจนิวเคลียร์เดิมอยู่แล้ว และเพิ่งได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) 400 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการ SMR-300 รวมถึงการค้ำประกันเงินกู้ 5 พันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูโรงไฟฟ้า Palisades
  • TerraPower มุ่งเน้นการดำเนินงาน: แม้จะได้ใบอนุญาตจัดสร้างจาก NRC และระดมทุนได้ 650 ล้านดอลลาร์เมื่อกลางปี 2025 แต่ TerraPower น่าจะจัดลำดับความสำคัญไปที่การก่อสร้างโครงการ Kemmerer Unit 1 (เป้าหมายปี 2030) ให้สำเร็จก่อนจะคิดเรื่องการทำ IPO

2. การก้าวไปสู่การใช้งานจริงครั้งแรก

แม้ว่านโยบายสนับสนุนจากภาครัฐจะช่วยผลักดันเทคโนโลยี SMR แต่คาดว่าจะมีผู้พัฒนาเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากอุตฯติดข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิง, การเงิน, และความเสี่ยงในการดำเนินงาน

  • ความคืบหน้าของโครงการเด่น:
    • TerraPower: มีความก้าวหน้ามากที่สุดรายหนึ่งเนื่องจากได้รับใบอนุญาตรับรองการก่อสร้างจาก NRC สำหรับโครงการในรัฐไวโอมิงแล้ว
    • X-energy: ทาง NRC กำลังตรวจสอบคำขออนุมัติโครงการของ Dow ในรัฐเท็กซัส
    • Antares: เตาปฏิกรณ์บรรลุสภาวะวิกฤตแล้วในเดือนมิถุนายนนี้ โดยตั้งเป้าเดินเครื่องเต็มกำลังภายในปี 2028
    • Oklo: โครงการ Aurora-INL ตั้งเป้าเริ่มเดินเครื่องในปี 2028 เช่นกัน
  • บทบาทของภาครัฐ: โครงการนำร่องเตาปฏิกรณ์ของ DOE (ตั้งเป้าให้เตาปฏิกรณ์ทดลองบรรลุสภาวะวิกฤตเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคม) จะเป็นตัวเร่งสำคัญ แต่การนำไปใช้เชิงพาณิชย์ในวงกว้างยังต้องผ่านการอนุมัติใบอนุญาตจาก NRC อยู่ดี

3. สัญญาซื้อขายล่วงหน้าช่วยหนุน แต่บริษัทไฟฟ้ายังคงระมัดระวัง

  • แรงหนุนจาก Hyperscalers: กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องการพลังงานสูง (โดยเฉพาะผู้ให้บริการ Data Center ขนาดใหญ่) กลายเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เช่น Meta ที่ทำข้อตกลงซื้อพลังงาน 2 GW กับ Oklo และ 690 MW กับ TerraPower ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับดีไซน์เตาปฏิกรณ์ที่กำลังพัฒนา
  • ท่าทีของบริษัทผลิตไฟฟ้า: ยังคงไม่มีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มแรกที่ยอมเสี่ยง โดยบริษัทไฟฟ้ายืนยันที่จะแสวงหาข้อตกลงแบ่งรับความเสี่ยง ร่วมกับลูกค้า, รัฐบาล และผู้พัฒนาเทคโนโลยีก่อนที่จะยอมควักเงินลงทุนก้อนใหญ่
  • ห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิง: เป็นปัจจัยกำหนดการเติบโตเชิงพาณิชย์ ล่าสุด DOE ได้มอบเงินทุนรายละประมาณ 900 ล้านดอลลาร์ให้กับซัพพลายเออร์เชื้อเพลิง 3 ราย (รวมถึง Centrus Energy) เพื่อเร่งขยายกำลังการผลิตและเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบห่วงโซ่อุปทาน




มุมมองของ InnovestX

  1. เร็วเกินไปที่จะบอกผู้ชนะในอุตฯ: แม้กระแส SMR จะมาแรง แต่ผู้ชนะในกลุ่มผู้พัฒนาจะมีเพียงแค่ไม่กี่รายเท่านั้นที่มีศักยภาพพอในการผ่านด่านการอนุมัติของ NRC และบริหารต้นทุนได้สำเร็จ บริษัทที่ได้สัญญาจาก Hyperscalers และได้รับการสนับสนุนจาก DOE ไปแล้วอย่าง TerraPower, X-energy และ Oklo จึงมีแต้มต่อสูงสุด
  2. ความต้องการไฟฟ้าเพิ่ม แต่การใช้จริงในวงกว้างต้องรอหลังปี 2035: แม้ว่า Meta หรือเทคฯใหญ่รายอื่นจะรีบเซ็นสัญญาเพื่อจองพลังงานล่วงหน้า แต่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานพลังงานจาก SMR จะยังไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างมีนัยสำคัญจนกว่าจะพ้นปี 2035 ดังนั้นในระยะสั้น เทคฯใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาพลังงานสะอาดรูปแบบอื่นหรือก๊าซธรรมชาติไปก่อน
  3. ห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงคือคอขวดที่แท้จริง: ความสำเร็จของ SMR ไม่ได้อยู่ที่ตัวเตาปฏิกรณ์อย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าจะมีเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ (เช่น HALEU หรือ TRISO) เพียงพอหรือไม่ ส่งผลให้บริษัทในกลุ่มอัปสตรีมและโรงกลั่น/เสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงอย่าง Centrus Energy กลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่รัฐบาลต้องทุ่มเงินหนุน และเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองในเชิงการลงทุน
  4. บริษัทไฟฟ้ายังระมัดระวังและยังไม่ยอมแบกความเสี่ยง: กลุ่ม Utilities จะยังไม่ลงทุนสร้าง SMR เองจนกว่าเทคโนโลยีจะนิ่งและผ่านการพิสูจน์แล้ว โดยจะโยนความเสี่ยง ไปให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีหรือให้ลูกค้าเทคฯใหญ่เป็นคนร่วมจ่าย/ค้ำประกันเป็นหลัก


  • ภาพรวมและมาตรการควบคุมล่าสุด สะท้อนชัดเจนว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และ SMR ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นส่งผลให้กลุ่มนี้ยังมีความผันผวนสูง จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงเท่านั้น
  • ทำให้การลงทุนธีมนี้ เรามองบวกต่อ 1) แบ่งเป็น 3 กลุ่ม 1) Utilities (CEG, VST, D): เน้นหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาขายไฟตรง (Direct PPA) ให้ Big Tech 2) Miners & Supply Chain (CCJ, BWXT): เน้นผู้ผูกขาดวัตถุดิบยูเรเนียมและชิ้นส่วนที่ผลิตยาก 3) SMR Growth (OKLO, SMR): เน้นหุ้นเทคโนโลยีขนาดเล็กที่มีโอกาสเติบโตสูงตามการขยายตัวของ Data Center
  • ขณะที่ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือ ความล่าช้าในการขอใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล, ปัญหางบประมาณก่อสร้างบานปลาย, ความผันผวนของราคายูเรเนียมโลก และประเด็นด้านความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นทั้งกลุ่มหากเกิดอุบัติเหตุในระดับสากล

 

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5