Offshore Stock Update

S&P 500 2Q26: กำไรเติบโตแข็งแกร่งและกระจายตัวกว้างขึ้น แต่ตลาดต้องการมากกว่าแค่งบดีกว่าคาด

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|6 Aug 26 9:06 AM
investing-sp500-G
สรุปสาระสำคัญ

ผลประกอบการ S&P 500 ใน 2Q26 ดีกว่าคาดทั้งกำไร รายได้ และอัตรากำไร โดยการเติบโตกระจายตัวไปยังพลังงาน การเงิน และอุตสาหกรรมมากขึ้น ไม่ได้พึ่งหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ตลาดให้ความสำคัญกับแนวโน้มในอนาคตมากกว่าตัวเลขย้อนหลัง ทำให้บริษัทที่งบดีกว่าคาดเล็กน้อยอาจไม่ได้รับการตอบรับเชิงบวกมากนัก ขณะที่บริษัทที่ต่ำกว่าคาดมีความเสี่ยงถูกขายแรงกว่าเดิม

S&P 500 2Q26: กำไรเติบโตแข็งแกร่งและกระจายตัวกว้างขึ้น แต่ตลาดต้องการมากกว่าแค่งบดีกว่าคาด

1) ภาพรวมผลประกอบการ

  • ผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2/2026 ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ทั้งในด้านกำไร รายได้ และอัตรากำไร โดย ณ ช่วงต้นเดือนสิงหาคม บริษัทที่รายงานผลประกอบการแล้วคิดเป็นมากกว่า 65% ของมูลค่าตลาดรวม ทำให้ภาพรวมของฤดูกาลงบเริ่มมีความชัดเจนค่อนข้างมาก
  • กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตประมาณ 29% YoY สูงกว่าประมาณการก่อนเริ่มฤดูกาลงบราว 5.8 จุด ขณะที่เมื่อไม่รวม Magnificent Seven กำไรยังเติบโตสูงถึง 27.3% แสดงให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้พึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเหมือนในหลายไตรมาสก่อนหน้า
  • อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำไรพาดหัวได้รับแรงหนุนจากกำไรจากเงินลงทุนของ Alphabet, Amazon และ Microsoft หากรวมรายการดังกล่าว กำไรของดัชนีเติบโตประมาณ 45% YoY แต่เมื่อตัดรายการที่ไม่ใช่กำไรจากธุรกิจหลักออก การเติบโตยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ประมาณ 26% YoY ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 และเร่งตัวจากไตรมาสก่อน

ตัวชี้วัด

ผล 2Q26

เทียบประมาณการ/อดีต

กำไรต่อหุ้นรวม

+29% YoY

สูงกว่าคาดก่อนเริ่มฤดูกาลงบ 5.8 จุด

กำไรต่อหุ้นหลังตัดกำไรจากเงินลงทุน

+26% YoY

เร่งขึ้นจาก 1Q26

กำไรต่อหุ้นของบริษัทค่ากลาง

+12% YoY

สูงกว่าคาดเดิมที่ +9%

รายได้รวม

+14.1% YoY

สูงกว่าคาด 1.98 จุด

อัตรากำไรสุทธิ

15.42%

สูงกว่าคาด 0.54 จุด และเพิ่มขึ้น 1.88 จุด YoY

บริษัทที่กำไรดีกว่าคาด

85.9%

สูงกว่าค่าเฉลี่ยหลังโควิดที่ 78.3%

บริษัทที่รายได้ดีกว่าคาด

67.9%

สูงกว่าค่าเฉลี่ยหลังโควิดที่ 62.1%

  • รายได้รวมเติบโต 1% YoY ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ 4Q21 และเป็นการเร่งตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่ทุกอุตสาหกรรมมีรายได้เติบโตเป็นบวก สะท้อนว่าการเติบโตของกำไรไม่ได้เกิดจากการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่มีแรงสนับสนุนจากยอดขายด้วย
  • ด้านความสามารถในการทำกำไร อัตรากำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 42% สูงกว่าที่ตลาดคาดและเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แม้ลดลงเล็กน้อยจากระดับสูงสุดที่ 15.64% ใน 1Q26 โดย 10 จาก 11 อุตสาหกรรมมีอัตรากำไรดีกว่าคาด แสดงให้เห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารต้นทุนท่ามกลางภาวะการดำเนินงานที่ท้าทายได้ดี

 

2) ผลประกอบการรายอุตสาหกรรม

จุดเด่นสำคัญของไตรมาสนี้คือการเติบโตของกำไรและรายได้เริ่มกระจายออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน การเงิน และอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทต่อการเติบโตของดัชนีมากขึ้น

อุตสาหกรรม

รายได้เติบโต YoY

อัตรากำไรสุทธิ 2Q26

ประเด็นสำคัญ

เทคโนโลยีสารสนเทศ

35.6%

32.15%

ได้แรงหนุนจาก AI เซมิคอนดักเตอร์ และการลงทุนคลาวด์

พลังงาน

32.7%

13.39%

กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนกำไรของดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ

บริการสื่อสาร

12.9%

22.72%

รายได้โฆษณา ดิจิทัล และคลาวด์แข็งแกร่ง

การเงิน

12.1%

22.05%

อัตรากำไรดีกว่าคาดเด่นจากตลาดทุนและกิจกรรมทางการเงิน

อุตสาหกรรม

11.0%

11.02%

ได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน การบิน และการลงทุนภาคธุรกิจ

อสังหาริมทรัพย์

10.9%

32.70%

รายได้เติบโต แต่อัตรากำไรหดตัวจากปีก่อน

สินค้าฟุ่มเฟือย

9.3%

9.64%

ภาพรวมยังเติบโต แต่ความแตกต่างระหว่างบริษัทสูง

วัตถุดิบ

9.3%

13.63%

ได้แรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และกิจกรรมเศรษฐกิจ

สาธารณูปโภค

8.6%

13.88%

รายได้เติบโต แต่เป็นกลุ่มเดียวที่ยังต่ำกว่าคาด

สินค้าจำเป็น

8.0%

6.66%

ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนและกำลังซื้อกดดันอัตรากำไร

สาธารณสุข

6.2%

6.60%

ถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ


2.1 เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังเป็นผู้นำ

  • กลุ่มเทคโนโลยียังคงมีอัตราการเติบโตของรายได้สูงที่สุดที่ประมาณ 6% YoY และมีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่า 32% โดยได้แรงสนับสนุนจากความต้องการชิป AI การขยายตัวของคลาวด์ และการลงทุนศูนย์ข้อมูล
  • หุ้นที่มีบทบาทต่อการเติบโตของกำไรในกลุ่มนี้ ได้แก่ Nvidia, Broadcom, Micron, Microsoft, Alphabet และ Amazon โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของการเติบโตกำไร S&P 500 ในไตรมาสนี้

2.2 พลังงานกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

  • กลุ่มพลังงานมีรายได้เติบโตประมาณ 7% YoY และมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กลุ่มพลังงานกลับมามีส่วนสนับสนุนการเติบโตของกำไรดัชนีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ 1Q23
  • ตัวอย่างหุ้นสำคัญ ได้แก่ Exxon Mobil และ Chevron ซึ่งเริ่มกลับมามีส่วนเพิ่มต่อกำไรของ S&P 500 หลังจากเคยเป็นแรงกดดันในช่วงก่อนหน้า

2.3 การเงินได้แรงหนุนจากอัตรากำไรและตลาดทุน

  • กลุ่มการเงินมีอัตรากำไรสุทธิประมาณ 05% และมีอัตรากำไรสูงกว่าคาดมากที่สุดในบรรดาอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยมีผลต่างเชิงบวกจากคาดประมาณ 1.63 จุด
  • ธนาคารขนาดใหญ่ เช่น JPMorgan, Goldman Sachs และ Morgan Stanley ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของกิจกรรมตลาดทุน การซื้อขายหลักทรัพย์ และวาณิชธนกิจ จึงมีแนวโน้มได้เปรียบธนาคารภูมิภาคที่ยังเผชิญความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์และต้นทุนเงินฝาก

2.4 สาธารณสุขและอสังหาริมทรัพย์มีแรงกดดันด้านอัตรากำไร

  • สาธารณสุขและอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงสองกลุ่มที่อัตรากำไรลดลงจากปีก่อน โดยลดลง 47 จุดและ 2.13 จุดตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การหดตัวของกลุ่มสาธารณสุขส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ หากตัดรายการดังกล่าวออก อัตรากำไรของกลุ่มจะยังขยายตัวเล็กน้อย

 

3) แนวโน้มและ Guidance

  • แนวโน้มกำไรของ S&P 500 ยังคงเป็นบวก โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ทำให้นักวิเคราะห์ทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2027 ประมาณ 1% นับตั้งแต่เริ่มต้นไตรมาส 3 และมีการปรับเพิ่มประมาณการในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ นำโดยพลังงาน การเงิน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม
  • Goldman Sachs ประเมินกำไรต่อหุ้น S&P 500 ที่ 340 ดอลลาร์ในปี 2026 เพิ่มขึ้น 24% YoY และ 385 ดอลลาร์ในปี 2027 เพิ่มขึ้นอีก 13% ขณะที่เป้าหมายดัชนีปลายปี 2026 อยู่ที่ 8,000 จุด

3.1 AI และคลาวด์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

  • รายได้คลาวด์ของ Amazon, Alphabet และ Microsoft เติบโตรวมประมาณ 48% YoY ใน 2Q26 เร่งขึ้นจาก 39% ในไตรมาสก่อนและสูงกว่าที่ตลาดคาด ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่าการลงทุน AI เริ่มแปลงเป็นรายได้จริงมากขึ้น
  • หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกคาดว่าจะมีส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตกำไร S&P 500 ในช่วงที่เหลือของปี 2026 และในปี 2027 ทำให้ Nvidia, Broadcom, Micron และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย ระบบไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูลยังมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าตลาด

3.2 การลงทุนของ Hyperscaler ยังเพิ่มขึ้น

  • ประมาณการรายจ่ายลงทุนของ Hyperscaler ในปี 2027 ถูกปรับเพิ่มจาก 929 พันล้านดอลลาร์เป็นมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเติบโตประมาณ 33% YoY โดยการลงทุนครอบคลุมเซิร์ฟเวอร์ ชิป เครือข่าย ระบบไฟฟ้า และการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล
  • แนวโน้มดังกล่าวเป็นบวกต่อหุ้นในห่วงโซ่ AI Infrastructure เช่น NVDA, AVGO, MU, ANET, VRT, ETN และ GEV แต่ตลาดจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับความสามารถของบริษัทในการเปลี่ยนเงินลงทุนเป็นรายได้และกระแสเงินสด

3.3 Guidance มีความสำคัญมากกว่าตัวเลขย้อนหลัง

  • แม้ผลประกอบการโดยรวมออกมาดีกว่าคาด แต่ตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับ Guidance มากกว่าการเติบโตในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทที่รายงานงบดีแต่ส่งสัญญาณว่ารายได้ อัตรากำไร หรือคำสั่งซื้อจะชะลอลง อาจเผชิญแรงขายได้ทันที
  • ดังนั้น หุ้นที่มีโอกาสได้รับการตอบรับที่ดีต้องมีทั้งผลประกอบการดีกว่าคาด การปรับเพิ่ม Guidance และความชัดเจนว่าการเติบโตสามารถดำเนินต่อไปได้ในปี 2027

 

4) ความเสี่ยง

4.1 กำไรบางส่วนมาจากรายการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก

  • ตัวเลขกำไร S&P 500 ที่เติบโต 45% YoY รวมกำไรจากเงินลงทุนของ Alphabet, Amazon และ Microsoft โดย Alphabet และ Amazon มีกำไรจากรายการดังกล่าวรวมประมาณ 151 พันล้านดอลลาร์ หากไม่รวมรายการเหล่านี้ การเติบโตของกำไรจะลดลงเหลือ 26% YoY
  • แม้อัตราการเติบโตหลังปรับรายการยังแข็งแกร่ง แต่การใช้ตัวเลขพาดหัวเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประเมินโมเมนตัมกำไรสูงเกินจริง

4.2 Capex ของ Hyperscaler สูงกว่ากระแสเงินสด

  • Hyperscaler รายงานรายจ่ายลงทุนรวม 182 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ขณะที่มีกระแสเงินสดอิสระรวมเพียง 5 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทต้องระดมทุนผ่านหนี้และทุนรวมประมาณ 101 พันล้านดอลลาร์
  • ประมาณการระบุว่ารายจ่ายลงทุนอาจสูงกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่อเนื่องระหว่างปี 2026–2028 ทำให้ความเสี่ยงด้านงบดุล ต้นทุนทางการเงิน และการลดลงของกระแสเงินสดอิสระเพิ่มขึ้น หากผลตอบแทนจาก AI ไม่เกิดขึ้นเร็วตามที่ตลาดคาด

4.3 แรงกดดันด้านต้นทุนและอัตรากำไร

      ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าแรง ภาษีนำเข้า และค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นความเสี่ยงต่อความสามารถในการทำกำไร แม้อัตรากำไรของดัชนีโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง แต่นักวิเคราะห์เริ่มปรับลดประมาณการอัตรากำไรไตรมาส 3 ของบริษัทหลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค

4.4 ความคาดหวังและมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูง

      การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นบางส่วนแล้ว โดยเฉพาะหุ้น AI และเทคโนโลยีที่มีมูลค่าการซื้อขายสูง หากการเติบโตต่ำกว่าคาดเพียงเล็กน้อยหรือ Guidance ไม่เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นอาจปรับตัวลงได้มากกว่าปกติ

 

5) ปฏิกิริยาตลาด

แม้สัดส่วนบริษัทที่รายงานกำไรดีกว่าคาดจะอยู่ในระดับสูง แต่ผลตอบแทนของหุ้นหลังประกาศงบกลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนว่าตลาดตั้งมาตรฐานสำหรับผลประกอบการไว้สูงขึ้น

ผลประกอบการ

ผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ยในวันประกาศงบ

กำไรดีกว่าคาด

+0.05%

รายได้ดีกว่าคาด

+0.67%

กำไรและรายได้ดีกว่าคาด

+1.10%

กำไรต่ำกว่าคาด

-2.61%

รายได้ต่ำกว่าคาด

-2.19%

  • บริษัทที่รายงานทั้งกำไรและรายได้ดีกว่าคาดมีผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ยเพียง 1.10% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหลังปี 2017 ขณะที่บริษัทที่กำไรหรือรายได้ต่ำกว่าคาดถูกขายมากกว่าในอดีต
  • แรงตอบรับต่อหุ้นเทคโนโลยียิ่งจำกัดกว่าอุตสาหกรรมอื่น โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคมที่กำไรดีกว่าคาดกลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีเฉลี่ยประมาณ 1.92% ในวันถัดจากการประกาศงบ ขณะที่หุ้นนอกกลุ่มดังกล่าวให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีประมาณ 0.75%
  • ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดกำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัลกับการ “ดีกว่าคาด” ไปสู่การพิจารณาว่า บริษัทสามารถทำได้ดีกว่าคาดมากเพียงใด และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเพียงใด

 

6) มุมมองการลงทุน

6.1 ภาพรวมยังเป็นบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ

  • การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งและกระจายไปยังหลายอุตสาหกรรมสนับสนุนแนวโน้มเชิงบวกของ S&P 500 โดยเฉพาะเมื่อกำไรของบริษัทนอก Magnificent Seven ยังเติบโตมากกว่า 27% YoY แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานของตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
  • อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ลงทุนควรเปลี่ยนจากการซื้อหุ้นตามทิศทางดัชนีไปสู่การคัดเลือกหุ้นรายบริษัทมากขึ้น เพราะตลาดตอบสนองเชิงบวกกับบริษัทที่สามารถทำผลประกอบการและ Guidance ได้ดีกว่าคาดอย่างชัดเจนเท่านั้น

6.2 มองบวกต่อ AI Infrastructure แต่ต้องเน้นคุณภาพ

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังเป็นแกนหลักของการเติบโตกำไร แต่ควรเน้นบริษัทที่มีคำสั่งซื้อ รายได้ และกระแสเงินสดรองรับ ได้แก่

  • ชิปและอุปกรณ์ประมวลผล: Nvidia, Broadcom และ Micron
  • คลาวด์และแพลตฟอร์ม: Microsoft, Alphabet และ Amazon
  • เครือข่ายศูนย์ข้อมูล: Arista Networks
  • ระบบไฟฟ้าและการทำความเย็น: Vertiv, Eaton และ GE Vernova

ความเสี่ยงหลักคือมูลค่าหุ้นสูงและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากระแสเงินสด จึงควรหลีกเลี่ยงบริษัทที่พึ่งพาความคาดหวังในระยะยาว แต่ยังไม่มีรายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจน

6.3 มองบวกการเงินและพลังงานเพื่อกระจายพอร์ต

  • กลุ่มการเงินและพลังงานมีแนวโน้มกำไรดีขึ้นและถูกปรับเพิ่มประมาณการปี 2027 จึงสามารถใช้เป็นส่วนกระจายความเสี่ยงจากหุ้นเทคโนโลยีได้
  • ในกลุ่มการเงิน เน้นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีรายได้จากตลาดทุน เช่น JPMorgan, Goldman Sachs และ Morgan Stanley ขณะที่กลุ่มพลังงานเน้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีงบดุลและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง เช่น Exxon Mobil และ Chevron

6.4 เน้นหุ้นที่มีทั้งงบดีกว่าคาดและ Guidance ปรับขึ้น

  • ในภาวะที่ตลาดมีความคาดหวังสูง การรายงานกำไรดีกว่าคาดเพียงเล็กน้อยอาจไม่เพียงพอต่อการผลักดันราคาหุ้น นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีองค์ประกอบครบ ได้แก่ รายได้และกำไรดีกว่าคาด อัตรากำไรขยายตัว Guidance ปรับขึ้น และกระแสเงินสดแข็งแกร่ง
  • เรายังคงมองบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ จากการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งและกระจายตัวกว้างขึ้น แต่แนะ Selective โดยมองบวกต่อกลุ่มผู้นำ AI Infrastructure ที่มีรายได้รองรับ ควบคู่กับกลุ่มการเงิน พลังงาน และอุตสาหกรรมที่เริ่มมีส่วนสนับสนุนกำไรของดัชนีมากขึ้น พร้อมเลี่ยงการไล่ราคาหุ้นที่มูลค่าสูงแต่ Guidance ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของตลาดได้

 

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Stocks Mentioned
MS.N
GS.N
JPM.N
GEV.N
VRT.N
ANET.N
AMZN.NB
GOOGL.NB
MSFT.NB
MU.NB
AVGO.NB
NVDA.NB
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5