สรุปสาระสำคัญ
ภาพรวมผลประกอบการกลุ่มค้าปลีก 1Q27 ส่วนใหญ่เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าราคาประหยัดที่มีอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าและเงินคืนภาษี ในขณะที่กลุ่มสินค้าปรับปรุงบ้านยังคงมีแรงกดดันจากดอกเบี้ยบ้านที่สูงและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา ส่วนแนวโน้มข้างหน้าผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบาง โดย INVX มีมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็นอย่าง WMT และ COST ที่สุด เนื่องจากมีความมั่นคงและจำหน่ายสินค้าที่ราคาถูกสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน
ภาพรวมผลประกอบการกลุ่มค้าปลีก
ภาพรวมผลประกอบการ 1Q27 ของกลุ่มค้าปลีกทั้ง 6 บริษัทส่วนใหญ่กำไรออกมาดีกว่าคาด ยกเว้น WMT ที่กำไรเป็นไปตามคาด โดยกลุ่มร้านค้าราคาประหยัดและห้างค้าปลีกทั่วไปขนาดใหญ่มีความโดดเด่น ขณธที่กลุ่มสินค้าซ่อมแซมและตกแต่งบ้านยังคงเผชิญความท้าทาย
- กลุ่มที่ทำผลงานโดดเด่น: ROST โดดเด่นที่สุดด้วยยอดขายสาขาเดิมเติบโตทำสถิติสูงสุดถึง 17% ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก เช่นเดียวกับ TGT ที่ยอดขายสาขาเดิมกระโดดขึ้น 5.6% (สูงสุดตั้งแต่ปลายปี 2021 แต่มาจากฐานต่ำ) และ TJX ที่เติบโต 6%
- กลุ่มที่ผลงานทรงตัว: HD และ LOW มียอดขายสาขาเดิมเติบโตเพียง 0.6% เนื่องจากความอ่อนแอของกลุ่มลูกค้าทั่วไป (DIY) แต่ยังสามารถบริหารจัดการทำ ขณะที่ WMT มียอดขายสาขาเดิมเติบโต 4.1% ดีกว่าคาด แต่เริ่มถูกกดดันด้านกำไร
ปัจจัยบวกและปัจจัยลบในไตรมาสนี้
ปัจจัยบวก:
- เม็ดเงินคืนภาษี: เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะสั้น ส่งผลให้ภาพรวมการใช้จ่ายและยอดขายของอุตสาหกรรมในช่วงต้นปีได้รับแรงหนุนอย่างชัดเจน
- พฤติกรรมแสวงหาความคุ้มค่า: ผู้บริโภคในทุกระดับรายได้มีการปรับพฤติกรรมหันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและมองหาสินค้าลดราคามากขึ้น ซึ่งกลายเป็นตัวขับเคลื่อนยอดขายที่สำคัญในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
- การเติบโตของช่องทางออนไลน์และลูกค้าธุรกิจ: การปรับตัวไปมุ่งเน้นยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สามารถช่วยพยุงและชดเชยกำลังซื้อหน้าร้านของลูกค้าทั่วไปของกลุ่มค้าปลีกปรับปรุงบ้านที่ขาดหายไปได้เป็นอย่างดี
ปัจจัยลบ:
- ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น: ทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญที่บีบคั้นและกดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมค้าปลีกโดยตรง
- ความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาระดอกเบี้ย: อัตราดอกเบี้ยจดจำนองและราคาที่อยู่อาศัยที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคขาดสภาพคล่องและจำเป็นต้องชะลอการใช้จ่ายสำหรับสินค้าหรือโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อ ซึ่งกดดันภาพรวมการบริโภคสินค้ามูลค่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มรายได้และกำไร
ภาพรวมการประเมินแนวโน้มธุรกิจสะท้อนความมั่นใจที่กระจุกตัวเฉพาะบางกลุ่มธุรกิจ
- ปรับเพิ่มคาดการณ์: ROST และ TJX ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรทั้งปีสะท้อนโมเมนตัมลูกค้าที่แข็งแกร่ง ส่วน TGT ปรับเพิ่มเป้ารายได้ทั้งปีขึ้น 2%
- คงคาดการณ์เดิมอย่างระมัดระวัง: WMT คงเป้าหมายรายได้ทั้งปี แต่คาดการณ์กำไรในไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อยจากปัญหาต้นทุนพลังงาน ส่วน HD และ LOW คงเป้าหมายรายได้ที่ทรงตัวถึงเติบโตเล็กน้อย (0% ถึง 2%)
มุมมองผู้บริหารในระยะข้างหน้า
ภาพรวมของผู้บริหารส่วนใหญ่ปรับมุมมองไปในทิศทางที่ระมัดระวังมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มร้านค้าราคาประหยัดกลับเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีมุมมองโดดเด่นและเป็นบวกมากขึ้น โดยมองประเด็นต่อ พฤติกรรมผู้บริโภค, กำลังซื้อ และ ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานดังนี้
พฤติกรรมผู้บริโภค: ผู้บริโภคมีการปรับพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัดโดยเน้นการแสวงหาความคุ้มค่าและลดระดับการใช้จ่าย มีความรัดกุมและเลือกลำดับความสำคัญในการซื้อสินค้ามากขึ้น
กำลังซื้อของผู้บริโภค: ภาพรวมกำลังซื้อมีลักษณะกระจุกตัว โดยกลุ่มผู้มีรายได้สูงยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในการใช้จ่าย ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยเผชิญความตึงเครียดทางการเงินสูงและอ่อนไหวต่อราคาอย่างมาก
ผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน: ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังเป็นความท้าทายหลักที่กดดันทั้งอัตรากำไรของภาคธุรกิจและค่าครองชีพของผู้บริโภค ผู้ประกอบการค้าปลีกส่วนใหญ่จึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อชดเชยต้นทุนดังกล่าว ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ การบริหารสินค้าคงคลังอย่างเข้มงวด และบางรายเลือกที่จะยอมแบกรับต้นทุนไว้เองเพื่อรักษาราคาป้ายไว้ดึงดูดลูกค้า
ตารางสรุปมุมมองของผู้บริหารในรายบริษัท
| |
โทน Guidance ปัจจุบัน เทียบกับในอดีต
|
พฤติกรรมผู้บริโภค
|
กำลังซื้อของผู้บริโภค
|
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
|
|
WMT
|
ระมัดระวัง
มากขึ้น
|
เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก
|
ลูกค้ารายได้สูงใช้จ่ายอย่างมั่นใจเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
ขณะที่ลูกค้ารายได้น้อยมีความตึงเครียดทางการเงินสูง
|
ต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นจะกัดกร่อนกำไร
โดยบริษัทเลือกที่จะรักษาราคาป้ายเพื่อดึงดูดลูกค้า
|
|
TGT
|
ระมัดระวังสูง
|
เน้นความสำคัญในการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด
|
หลีกเลี่ยงสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นใหญ่
คาดว่ากำลังซื้อจะแผ่วลงหลังหมดแรงหนุนจากเงินคืนภาษี
|
เน้นการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ชดเชยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
|
|
ROST
|
เป็นบวกมากขึ้น
|
แสวงหาความคุ้มค่าและลดระดับการใช้จ่าย
|
แข็งแกร่งและขยายตัวได้ในทุกระดับรายได้
|
ได้เปรียบจากการซื้อสินค้าสต็อกค้างในราคาต่ำมาก มาหักลบกับต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น
|
|
TJX
|
บวกแต่ยังระมัดระวัง
|
มีความยืดหยุ่นสูง
|
ทุกกลุ่มระดับรายได้ สนใจในกลุ่มสินค้าราคาประหยัด
|
ใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงด้านราคาเชื้อเพลิง ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
|
|
HD
|
ระมัดระวัง
|
ชะลอโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อ
|
ถูกกดดัดอย่างหนักจากอัตราดอกเบี้ยและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ทรงตัวในระดับสูง
|
เน้นควบคุมต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์
|
|
LOW
|
ระมัดระวัง
|
ลูกค้าหมวด DIY ถูกกดดันหนัก
|
ตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงซบเซา กำลังซื้อสำหรับโครงการขนาดใหญ่ถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด
|
ปรับปรุงระบบโลจิสติกส์มาเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อชดเชยค่าขนส่งและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
|
มุมมองของ INVX
เรามีมุมมองต่อกลุ่มค้าปลีกในรายธุรกิจดังนี้
(+) กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น (WMT, COST: ประกาศงบวันที่ 28 พ.ค. นี้) - เรามองบวกต่อกลุ่มนี้ที่สุด เนื่องจาก 1) การยึดมั่นในความคุ้มค่าของสินค้าเป็นแกนหลักในการทำธุรกิจ สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่แสวงหาความคุ้มค่าในปัจจุบัน แม้ว่าการแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกดดันอัตรากำไรในระยะสั้น 2) การบริหารต้นทุนที่ดีของบริษัท ทั้งในแง่สินค้าคงคลัง และอำนาจต่อรองกับคู่ค้า 3) ฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นจากระบบสมาชิก ทำให้รายได้และกำไรของกลุ่มนี้มีความผันผวนต่ำและเติบโตได้อย่างมั่นคง
(-) กลุ่มค้าปลีกวัสดุปรับปรุงบ้าน (HD, LOW) – เรามองว่าในระยะข้างหน้ายังไม่สดใส โดยมีแรงกดดันหลักจาก 1) ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยสังเกตได้จาก อัตราการเปลี่ยนมือของบ้านที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี หลังอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแบบคงที่ 30 ปี ยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ในการประชุม FOMC ล่าสุด เผยให้เห็นถึงโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะกดดันให้อัตราการเปลี่ยนมือของบ้านยังคงต่ำ 2) กลุ่มลูกค้าทั่วไป (DIY) ระงับหรือเลื่อนโครงการตกแต่งบ้านขนาดใหญ่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงออกไปก่อน แต่หันมาใช้จ่ายกับการเปลี่ยนสินค้าที่จำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากความกังวลด้านเศรษฐกิจและความสามารถในการจ่ายที่มีแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
(-) กลุ่มค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือย (TGT, ROST, TJX) – แม้ว่า ROST และ TJX จะได้เปรียบกว่า TGT (กำลังอยู่ในแผนฟื้นฟู) ในแง่โมเดลธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าแบรนด์เนมลดราคา ซึ่งสามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่ม Gen Z และ Millennials ได้จำนวนมาก แต่เราประเมินว่าแนวโน้มในระยะข้างหน้าของกลุ่มนี้ยังคงมีความเปราะบางสูง เนื่องจาก 1) ปัจจัยหนุนระยะสั้นอย่างฤดูกาลคืนภาษี ได้หมดลง กดดันต่อกำลังซื้อในอนาคต 2) ฐานตัวเลขที่สูง (2Q26 TGT จำหน่าย Nintendo Switch 2) ซึ่งจะกดดันการเติบโตในไตรมาสถัดไป 3) ความเสี่ยงฝั่งต้นทุนจากการทยอยหมดอายุของสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันในครึ่งปีหลัง 4) ความผันผวนจากนโยบายภาษีศุลกากรที่อาจกลับมากดดันอัตรากำไรเพิ่มเติม 5) มีแนวโน้มที่จะแข่งขันทางด้านโปรโมชั่นที่รุนแรงเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งจะกดดันอัตรากำไรในระยะข้างหน้า