Mutual Funds

[Fund Category] มือใหม่อยากลงทุนกองทุนกลุ่ม Precious Metals & Mining แต่ไม่รู้ว่ามีแบบไหนบ้าง ลงทุนยังไงได้บ้าง?

By วีรวุฒิ โรจน์ฤทัย, CFA, CFP®|19 Feb 26 1:55 PM
Gold

image-(38).png

กองทุนกลุ่ม Precious Metals & Mining มีหลายประเภทที่แตกต่างกันมาก วันนี้เรามาทำความเข้าใจแต่ละกลุ่มก่อนตัดสินใจลงทุนกันครับ

 

🏆 8 กลุ่มหลักของกองทุน Precious Metals & Mining

 

1) กองทุนเหมืองทองคำ (Gold Miner)

  • กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจขุดทองคำเป็นหลัก ไม่ใช่ลงทุนในทองคำโดยตรง แต่เป็นการลงทุนในบริษัทที่ขุด ผลิต และจำหน่ายทองคำ เหมือนการถือหุ้นเจ้าของเหมืองแทนที่จะซื้อทองมาเก็บไว้เอง
  • ข้อดี: ราคาหุ้นเหมืองทองมีโอกาสเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาทองคำเมื่อราคาทองขึ้น เพราะบริษัทเหมืองจะได้กำไรเพิ่มขึ้นมาก (Operating Leverage) นอกจากนี้ยังได้เงินปันผลจากกำไรของบริษัทอีกด้วย
  • ข้อเสีย: ความเสี่ยงสูงกว่าการถือทองคำโดยตรง เพราะได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งราคาทอง ต้นทุนการขุด ปัญหาแรงงาน การจัดการของบริษัท และนโยบายรัฐบาลในประเทศที่มีเหมือง เหมาะกับผู้ที่เชื่อว่าราคาทองจะขึ้นและต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือทองคำ
  • กองทุนที่เกี่ยวข้อง: 1) กองทุน KT-PRECIOUS ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Franklin Gold and Precious Metals Fund ซึ่งมีนโยบายที่จะสร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการเติบโตของเงินลงทุนตามศักยภาพการลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทองคำและโลหะมีค่า ทั้งนี้กองทุนไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 2) กองทุน A-RING ที่ลงทุนในกองทุนหลัก iShares MSCI Global Gold Miners ETF ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนี MSCI ACWI Select Gold Miners Investable Market Index ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานของหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ทองคำ ครอบคลุมทั้งบริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยกองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ

 

บทความที่เกี่ยวข้องกับกองทุนเหมืองทอง KT-PRECIOUS

บทความที่เกี่ยวข้องกับกองทุนเหมืองทอง A-RING

 

3) กองทุนเหมืองทองและเหมืองเงิน (Gold & Silver Miner)

  • กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทเหมืองทองและเหมืองเงินรวมกัน บางบริษัทผลิตทั้งทองและเงินจากเหมืองเดียวกัน หรือกองทุนอาจกระจายลงทุนในทั้งสองประเภท เหมือนการถือหุ้นทั้งสองโลหะมีค่าในพอร์ตเดียวกัน
  • ข้อดี: กระจายความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนเฉพาะทองหรือเฉพาะเงิน ได้ประโยชน์จากทั้งความมั่นคงของทองและโอกาสเติบโตสูงของเงิน เหมาะกับผู้ที่ต้องการเข้าถึงตลาดโลหะมีค่าทั้งสองตัวพร้อมกัน
  • ข้อเสีย: ผลตอบแทนอาจไม่โดดเด่นเท่ากองทุนที่เลือกลงทุนเฉพาะทองหรือเฉพาะเงินในช่วงที่โลหะใดโลหะหนึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า ยังคงมีความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัทเหมืองและปัจจัยภายนอก
  • กองทุนที่เกี่ยวข้อง: กองทุน DAOL-GOLD ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Jupiter Gold & Silver Fund ซึ่งมีการลงทุนทั้งใน Bullion และหุ้นเหมืองทองและเหมืองเงิน โดยสามารถจัดสรรสินทรัพย์การลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น ตามสภาวะตลาด ทั้งนี้กองทุนมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ 

บทความที่เกี่ยวข้องกับกองทุนเหมืองทอง DAOL-GOLD

 

3) กองทุนเหมืองเงิน (Silver Miner)

  • กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจขุดเงินเป็นหลัก เงินมีการใช้งานทั้งในอุตสาหกรรมและเป็นโลหะมีค่า จึงมีความต้องการจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานแสงอาทิตย์ และยานยนต์ไฟฟ้า
  • ข้อดี: เงินมีการใช้งานในอุตสาหกรรมมากกว่าทองคำ ทำให้มีความต้องการพื้นฐานจากภาคการผลิต เมื่อเศรษฐกิจโลกเติบโต ความต้องการเงินก็จะเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นเหมืองเงินมักมีความผันผวนสูงกว่าเหมืองทอง จึงมีโอกาสทำกำไรได้มากในช่วงขาขึ้น
  • ข้อเสีย: ความผันผวนสูงมาก ราคาเงินและหุ้นเหมืองเงินขึ้นลงรุนแรงกว่าทองคำ และได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจอุตสาหกรรมโดยตรง เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและเชื่อในแนวโน้มการใช้เงินในอุตสาหกรรม
  • กองทุนที่เกี่ยวข้อง: 1) กองทุน DAOL-SILVER ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Global X Silver Miners ETF (SIL) ที่เน้นลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยตรงในอุตสาหกรรมเหมืองเงินทั่วโลกและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การสำรวจ การถลุงแร่ ตลอดจนบริษัทสตรีมมิ่งและบริษัทที่ถือสิทธิ์ในเหมืองเงิน ทั้งนี้กองทุนมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ 2) กองทุน A-SLVP ที่ลงทุนในกองทุนหลัก iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนี MSCI ACWI Select Silver Miners Investable Market Index ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานของหุ้นของบริษัททั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจด้านการสำรวจหรือการทำเหมืองแร่เงินหรือโลหะที่เกี่ยวข้อง โดยกองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ 3) กองทุน MSILVER (อยู่ระหว่าง IPO วันที่ 25 พ.ย. – 2 ธ.ค. 2025) ที่ลงทุนในกองทุนหลัก iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนี MSCI ACWI Select Silver Miners Investable Market Index ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานของหุ้นของบริษัททั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจด้านการสำรวจหรือการทำเหมืองแร่เงินหรือโลหะที่เกี่ยวข้อง โดยกองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด โดยไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ

บทความที่เกี่ยวข้องกับกองทุนเหมืองเงิน MSILVER

 

4) กองทุนเหมืองทองแดง (Copper Miner)

  • กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเหมืองทองแดงเป็นหลัก รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจ การถลุง และการกลั่นทองแดง โดยไม่ได้ลงทุนในราคาทองแดงโดยตรง แต่เป็นการลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้ผลิตทองแดง ซึ่งเปรียบเสมือนการถือหุ้นเจ้าของเหมืองทองแดงแทนการถือโลหะเอง
  • ทองแดงกำลังเปลี่ยนบทบาทจากโลหะอุตสาหกรรมตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ไปสู่การเป็นวัตถุดิบเชิงโครงสร้าง (Structural Commodity) ของโลกยุคใหม่ เนื่องจากเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า และ Data Center ที่รองรับการเติบโตของ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล
  • ข้อดี: ทองแดงมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ขณะที่อุปทานใหม่มีข้อจำกัดจากคุณภาพแร่ที่ลดลงและระยะเวลาพัฒนาเหมืองใหม่ที่ยาวนาน หุ้นเหมืองทองแดงจึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าราคาทองแดง (Operating Leverage) เมื่อราคาทองแดงปรับตัวขึ้น นอกจากนี้บริษัทเหมืองยังมีโอกาสจ่ายเงินปันผลในช่วงที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในช่วงขาขึ้น
  • ข้อเสีย: ความผันผวนสูง เนื่องจากราคาหุ้นเหมืองทองแดงได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาทองแดง วัฏจักรเศรษฐกิจโลก และความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิต การดำเนินงาน และนโยบายภาครัฐในประเทศที่มีเหมือง เมื่อราคาทองแดงปรับตัวลง กำไรของบริษัทเหมืองมักลดลงแรงกว่าการปรับลงของราคาทองแดง กองทุนประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่เชื่อมั่นในแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจยุคไฟฟ้า และสามารถรับความผันผวนได้สูง
  • กองทุนที่เกี่ยวข้อง: กองทุน DAOL-COPPER และ LHCOPPER ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Global X Copper Miners ETF (COPX) ซึ่งลงทุนในหุ้นบริษัททั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเหมืองทองแดง หรือมีรายได้สำคัญจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การสำรวจ การถลุง และการกลั่นทองแดง โดยกระจายการลงทุนในบริษัทเหมืองประมาณ 20–40 บริษัท ครอบคลุมภูมิภาคสำคัญ เช่น แคนาดา สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ชิลี และยุโรป ทั้งนี้กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน

บทความที่เกี่ยวข้องกับ DAOL-COPPER

 

5) กองทุนเหมืองแร่และโลหะ (Metal & Mining)

  • กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทเหมืองแร่และโลหะในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งโลหะมีค่า (ทอง เงิน แพลทินัม) และโลหะอุตสาหกรรม (ทองแดง อลูมิเนียม เหล็ก นิกเกิล สังกะสี) รวมถึงบริษัทที่ขุดถ่านหินและแร่ธาตุอื่นๆ เหมือนการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบของโลก
  • ข้อดี: กระจายความเสี่ยงในวงกว้างที่สุดในกลุ่มนี้ ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมหลากหลาย ตั้งแต่ก่อสร้าง ยานยนต์ เทคโนโลยี ไปจนถึงพลังงาน เมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัว ความต้องการโลหะและแร่ธาตุก็เพิ่มขึ้นตาม
  • ข้อเสีย: ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนสูง และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความต้องการจากจีนซึ่งเป็นผู้บริโภคโลหะและแร่ธาตุรายใหญ่ของโลก เหมาะกับผู้ที่เชื่อในการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจโลกและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • กองทุนที่เกี่ยวข้อง: กองทุน KT-MINING ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Allianz Global Metals and Mining ซึ่งลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ออกโดยบริษัทซึ่งมียอดขายและกำไรจากการสำรวจ การสกัด หรือการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติ เช่น นิเกิล ทองแดง อลูมิเนียม เหล็ก เหล็กกล้า ถ่านหิน โลหะมีค่า เพชร เกลือและแร่ อุตสาหกรรม เป็นต้น ทั้งนี้กองทุนไม่มีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

 

6) กองทุน Rare Earth

  • กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทที่ขุด ผลิต และแปรรูปธาตุหายาก (Rare Earth Elements) ซึ่งเป็นกลุ่มธาตุ 17 ชนิดที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง เช่น นีโอไดเมียม (สำหรับแม่เหล็กแรงสูงในมอเตอร์ไฟฟ้า) ดิสโพรเซียม เซอริอุม และแลนทานัม ที่ใช้ในหน้าจอสมาร์ทโฟน กังหันลม ระบบป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีสีเขียว
  • ข้อดี: ธาตุหายากมีความสำคัญสูงมากต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า กังหันลมผลิตไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันจีนครอบครองการผลิตธาตุหายากในสัดส่วนที่สูง จึงทำให้หลายประเทศพยายามหาแหล่งผลิตใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสของบริษัทเหมืองในประเทศอื่นๆ
  • ข้อเสีย: ความเสี่ยงสูงมากเพราะตลาดมีขนาดเล็กและผันผวน ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะนโยบายของจีน ต้นทุนการขุดและแปรรูปสูง และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก กองทุนกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยและสภาพคล่องอาจจำกัด เหมาะกับผู้ลงทุนที่เข้าใจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและรับความเสี่ยงได้สูงมาก
  • กองทุนที่เกี่ยวข้อง: DAOL-RARE และ ONE-RAREEARTH ที่ลงทุนในกองทุนหลัก VanEck Rare Earth and Strategic Metals ETF (REMX) ที่ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต การกลั่น การรีไซเคิล แร่หายาก และโลหะเชิงยุทธศาสตร์ เป็นต้น ทั้งนี้กองทุนมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ

บทความที่เกี่ยวข้องกับกองทุนเหมืองทอง DAOL-RARE

 

7) กองทุน Rare Earth and Lithium

  • กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธาตุหายากและลิเธียมรวมกัน ลิเธียมเป็นธาตุสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน และระบบกักเก็บพลังงาน การรวมทั้งสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกันเป็นการเดิมพันในห่วงโซ่อุปทานของการปฏิวัติพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า
  • ข้อดี: ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน ทั้งธาตุหายากและลิเธียมล้วนขาดไม่ได้ในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความต้องการคาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าในทศวรรษหน้า
  • ข้อเสีย: ความเสี่ยงสูงมากและผันผวนรุนแรง ราคาลิเธียมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากตามอุปสงค์-อุปทาน ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ (เช่น หากมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ที่ไม่ใช้ลิเธียม) และนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและรับความเสี่ยงได้สูงมาก
  • กองทุนที่เกี่ยวข้อง: TRAREEARTH ที่ลงทุนในกองทุน VanEck Rare Earth and Strategic Metals ETF (REMX) ที่ลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต การกลั่น การรีไซเคิล แร่หายาก โลหะเชิงยุทธศาสตร์ และ Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) ที่ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักร Lithium ซึ่งรวมถึง การขุดเจาะ การถลุงแร่ และการผลิตแบตเตอรี่ เป็นต้น ทั้งนี้กองทุนมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ

 

8) กองทุน Uranium และ Nuclear

  • กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งบริษัทขุดและผลิตยูเรเนียม บริษัทที่ให้บริการแปรรูปเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และบริษัทสาธารณูปโภคที่ผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บางกองทุนอาจลงทุนในบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่ (Small Modular Reactors) ด้วย
  • ข้อดี: พลังงานนิวเคลียร์กำลังได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะพลังงานสะอาดที่ผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลายประเทศกำลังสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่หรือขยายอายุโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก AI และ Data Center ราคายูเรเนียมเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
  • ข้อเสีย: ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงมาก โดยเฉพาะการพึ่งพายูเรเนียมจากรัสเซียและคาซัคสถาน ได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเหตุการณ์อุบัติเหตุนิวเคลียร์ และนโยบายพลังงานของแต่ละประเทศที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ กองทุนกลุ่มนี้มีความผันผวนสูงและสภาพคล่องอาจจำกัด เหมาะกับผู้ลงทุนที่เชื่อในอนาคตของพลังงานนิวเคลียร์และรับความเสี่ยงได้สูง
  • กองทุนที่เกี่ยวข้อง: X-NUCTECH ที่ลงทุนในกองทุนหลัก VanEck Uranium and Nuclear Technologies UCITS ETF (NUCL) , PRINCIPAL GCLEAN-A ที่ลงทุนในกองทุนหลัก VanEck Uranium and Nuclear ETF (NLR), LHNUKZ-A  ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Range Nuclear Renaissance Index ETF (NUKZ), DAOL-NUCLEAR ที่ลงทุนในกองทุนหลัก VanEck Uranium and Nuclear Technologies UCITS ETF (NUCL), ASP-POWER ที่ลงทุนใน ETF และลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์หรือใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ไปใช้พลังงานทดแทน และ/หรือ Clean energy เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ ลม คลื่น เป็นต้น รวมถึงแหล่งพลังงานอื่นๆ ที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมต้นและปลายน้ำ

 

คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

Author
wee2
วีรวุฒิ โรจน์ฤทัย, CFA, CFP®

Product Specialist

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5