US Options

US Options คืออะไร? ต่างจากการซื้อหุ้นสหรัฐฯ ยังไง

23 Mar 26 2:17 PM
รู้จักผลิตภัณฑ์ลงทุน1
สรุปสาระสำคัญ

US Options คือสัญญาที่ให้สิทธิ์ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยผู้ซื้อสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ์เสมอไป

US Options มี 2 ประเภทหลัก คือ Call Option และ Put Option

จุดต่างสำคัญจากหุ้นคือ หุ้นคือความเป็นเจ้าของ แต่ Options คือสิทธิ์ที่มีทั้ง “ราคา” และ “เวลา” เป็นส่วนประกอบสำคัญ จึงต้องคิดเรื่องวันหมดอายุและมูลค่าของสัญญาไปพร้อมกับทิศทางของหุ้น

US Options คืออะไร? ต่างจากการซื้อหุ้นสหรัฐฯ ยังไง

 

ถ้าคุณลงทุนหุ้นไทยหรือหุ้นสหรัฐฯ อยู่แล้ว และเริ่มได้ยินคำว่า “US Options” บ่อยขึ้น แต่ยังรู้สึกว่าสินค้านี้ดูซับซ้อน บทความนี้อยากชวนให้มองแบบง่ายก่อนว่า Options ไม่ใช่ของที่ต้องเริ่มจากสูตรยากหรือศัพท์เยอะ แต่เริ่มจากการเข้าใจว่า “เรากำลังซื้ออะไร” และ “มันต่างจากหุ้นตรงไหน”

 

ในโลกของหุ้น สิ่งที่เราคุ้นคือการซื้อสินทรัพย์แล้วถือรอให้ราคาขยับ แต่ในโลกของ US Options สิ่งที่เราซื้อไม่ใช่หุ้นโดยตรง แต่เป็น “สิทธิ์” ที่อ้างอิงกับหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ สิทธิ์นี้มีราคา มีอายุ และมีเงื่อนไขของมันเอง เพราะฉะนั้น ถ้าหุ้นคือการถือของ US Options ก็คือการถือ “โอกาสภายใต้เวลา” มากกว่า

 

สำหรับนักลงทุนที่ใช้ InnovestX อยู่แล้ว จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้จึงไม่ไกลตัวอย่างที่คิด เพราะปัจจุบัน InnovestX รองรับการเทรด US Options ได้ทั้งบน INVX App และ WebTrade โดยใช้บัญชีเดียวกับหุ้นสหรัฐฯ และเปิดใช้บริการ Listed Options เพิ่มภายหลังได้เมื่อพร้อมใช้งานจริง

 

US Options คืออะไรแบบเข้าใจง่าย

ถ้าจะอธิบายแบบไม่ใช้ศัพท์มาก US Options คือเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้คุณวางมุมมองต่อหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ได้ละเอียดขึ้นกว่าการซื้อหุ้นตรง เช่น คุณอาจมองว่าหุ้นตัวหนึ่งมีโอกาสขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า หรืออยากมีเครื่องมือที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงเวลาตลาดผันผวน ในกรณีแบบนี้ Options จึงเข้ามามีบทบาท

 

สิ่งที่ทำให้ Options ต่างจากหุ้นชัดที่สุดคือ คุณไม่ได้จ่ายเงินเพื่อถือหุ้นทันที แต่จ่ายเงินเพื่อซื้อ “สิทธิ์” ที่อิงกับหุ้นนั้น สิทธิ์นี้มีอายุจำกัด และมีมูลค่าเปลี่ยนไปตามทั้งราคา underlying และเวลาที่เหลืออยู่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่เก่งหุ้นอยู่แล้ว พอมาเจอ Options ครั้งแรกจึงมักงงว่า “ทำไมมองถูก แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นอย่างที่คิด”

 

แล้วมันต่างจากการซื้อหุ้นสหรัฐฯ ยังไง

 

1) หุ้นคือการถือสินทรัพย์ แต่ Options คือการถือสิทธิ์

เวลาคุณซื้อหุ้นสหรัฐฯ คุณได้ความเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นโดยตรง แต่เวลาคุณซื้อ Options คุณกำลังถือสัญญาที่อ้างอิงกับหุ้นหรือ ETF นั้นอีกทีหนึ่ง จึงไม่ใช่การถือสินทรัพย์แบบเดียวกับหุ้นตรง

 

2) หุ้นไม่มีวันหมดอายุ แต่ Options มี

หุ้นสามารถถือได้นานเท่าที่คุณต้องการ แต่ Options มีวันหมดอายุ หรือ Expiration Date เสมอ เพราะฉะนั้นในโลกของ Options คำว่า “ถูกทาง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีคำว่า “ทันเวลา” ด้วย นี่คือความต่างสำคัญที่คนมาจากหุ้นต้องปรับวิธีคิดให้ได้ตั้งแต่ต้น

 

3) หุ้นใช้เงินตามราคาหุ้น แต่ Options ใช้ Premium

เวลาซื้อหุ้น คุณจ่ายตามราคาหุ้นและจำนวนหุ้นที่ต้องการถือ แต่เวลาคุณซื้อ Options คุณจ่ายเป็น Premium หรือราคาของสัญญา ทำให้การมอง “ราคาดูถูกหรือแพง” ต้องตีความต่างจากหุ้นพอสมควร

 

4) หุ้นเหมาะกับการลงทุนตรงไปตรงมา แต่ Options เหมาะกับมุมมองที่เฉพาะขึ้น

ถ้าคุณอยากถือบริษัทเพราะเชื่อในธุรกิจ หุ้นอาจเป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุด แต่ถ้าคุณมีมุมมองเฉพาะ เช่น อยากเก็งการขึ้นของหุ้นด้วยเงินที่จำกัด อยากป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต หรืออยากวางแผนการลงทุนในกรอบเวลาที่ชัดเจน Options อาจเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์กว่าในบางสถานการณ์

 

US Options มีกี่ประเภท

สำหรับคนเริ่มต้น สิ่งที่ควรรู้ก่อนมีอยู่ 2 ประเภทหลัก

 

Call Option

Call Option คือสิทธิ์ในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาใช้สิทธิ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า คนมักสนใจ Call เมื่อต้องการวางมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นหรือ ETF ตัวนั้น

 

Put Option

Put Option คือสิทธิ์ในการขายสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาใช้สิทธิ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า คนมักสนใจ Put เมื่อต้องการวางมุมมองเชิงลบต่อราคา หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันความเสี่ยงในพอร์ต

 

สำหรับตอนแรกนี้ สิ่งที่อยากให้จำคือ
Call = สิทธิ์ซื้อ
Put = สิทธิ์ขาย

ส่วนวิธีใช้จริง และความต่างของผลลัพธ์ เราจะค่อยต่อในตอนถัดไป

 

ทำไมคนที่ลงทุนหุ้นอยู่แล้วถึงเริ่มสนใจ US Options

เหตุผลของคนส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากอยากเทรดอะไรซับซ้อนขึ้น แต่เริ่มจากความรู้สึกว่า “บางครั้งหุ้นอย่างเดียวอาจยังไม่ตอบโจทย์ทุกสถานการณ์”

บางคนสนใจ US Options เพราะอยากวางมุมมองระยะสั้นหรือระยะกลางโดยใช้เงินน้อยกว่าการซื้อหุ้นเต็มจำนวนในบางกรณี บางคนสนใจเพราะต้องการเครื่องมือที่ใช้ hedge พอร์ตได้ และบางคนสนใจเพราะอยากมีทางเลือกมากขึ้นเวลาเจอตลาดที่ขึ้นแรง ลงแรง หรือมีเหตุการณ์สำคัญอย่างงบและข่าวบริษัท

 

ถ้าคุณเคยลงทุนหุ้นสหรัฐฯ มาก่อน...

คุณน่าจะเป็นกลุ่มที่เรียนรู้ US Options ได้เร็วกว่า เพราะคุณคุ้นกับ underlying อยู่แล้ว รู้จักชื่อบริษัท รู้จักจังหวะตลาด และรู้ว่าข่าวประเภทไหนกระทบราคาหุ้น แต่สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มคือ ใน Options คุณไม่ได้คิดแค่เรื่องหุ้นจะขึ้นหรือลง คุณต้องคิดเพิ่มว่า “มุมมองนี้ควรเกิดภายในเมื่อไร” และ “สิทธิ์ที่ซื้ออยู่มีราคาแพงหรือไม่” ด้วย

 

สิ่งที่คนผู้เริ่มใช้ Options มักจะเจอบ่อยคือ ใช้วิธีคิดแบบ “ถือรอได้” กับ Options ทั้งที่สัญญามีวันหมดอายุ และมูลค่าของมันเปลี่ยนไปตามเวลา ดังนั้นพื้นฐานหุ้นช่วยได้มาก แต่ยังไม่พอ ต้องเติมความเข้าใจเรื่องเวลา ราคาใช้สิทธิ์ และ Premium เข้าไปด้วย

 

มือใหม่ควรรู้อะไรก่อนเริ่ม US Options

1) ต้องรู้ก่อนว่ากำลังซื้อ “สิทธิ์” ไม่ใช่ “หุ้น”

ถ้าจุดตั้งต้นยังสับสน เรื่องอื่นจะงงต่อทันที เพราะโครงสร้างความเสี่ยงและผลตอบแทนของ Options ไม่เหมือนหุ้น

 

2) ต้องรู้ว่าเวลาเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า

ในหุ้น คุณอาจรอได้ถ้าธุรกิจยังดี แต่ใน Options เวลาไม่ใช่เรื่องรอง เพราะสัญญามีวันหมดอายุ และมูลค่าของมันสัมพันธ์กับเวลาที่เหลืออยู่จริง

 

3) ต้องรู้ว่า Premium คือราคาของความเป็นไปได้

Premium ไม่ใช่แค่ “ค่าธรรมเนียมเข้า” แต่คือเงินที่คุณจ่ายเพื่อซื้อสิทธิ์ และในกรณีของ Long Options มันมักเป็นกรอบขาดทุนที่ต้องเข้าใจก่อนเริ่มลงทุน

 

US Options เหมาะกับใคร

US Options เหมาะกับคนที่มีพื้นฐานการลงทุนอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่ลงทุนหุ้นไทยหรือหุ้นสหรัฐฯ และอยากมีเครื่องมือที่ยืดหยุ่นขึ้นสำหรับการวางมุมมองหรือบริหารความเสี่ยง เหมาะกับคนที่พร้อมเรียนรู้ศัพท์ใหม่บ้าง และยอมรับได้ว่าสินค้านี้มีเรื่อง “เวลา” เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าการลงทุนในหุ้น

 

แต่ถ้าคุณยังไม่สบายใจกับสินค้าที่มีวันหมดอายุ ยังไม่ชอบวางแผนล่วงหน้า หรือยังไม่คุ้นกับการคิดเรื่องขาดทุนสูงสุดก่อนเริ่ม Options อาจยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่เหมาะที่สุดในทันที

 

คำถามที่พบบ่อย

 

US Options คือหุ้นไหม

ไม่ใช่ US Options คือสัญญาที่ให้สิทธิ์ในการซื้อหรือขาย underlying ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ส่วนหุ้นคือความเป็นเจ้าของในบริษัทโดยตรง

 

1 สัญญาอ้างอิงกี่หุ้น

โดยทั่วไป 1 สัญญาอ้างอิงหุ้น 100 หุ้นของ underlying นั้น

 

US Options มีแค่ขาขึ้นไหม

ไม่ใช่ เพราะมีทั้ง Call และ Put จึงสามารถใช้วางมุมมองได้มากกว่าการมองขาขึ้นอย่างเดียว

 

ถ้าใช้ InnovestX ต้องเปิดบัญชีใหม่ไหม

ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่สำหรับ US Options โดยใช้บัญชีเดียวกับหุ้นสหรัฐฯ แต่ต้องเปิดใช้บริการ Listed Options เพิ่มก่อนเริ่มใช้งานจริง

 

สรุป

ถ้าจะสรุป US Options ให้สั้นที่สุด มันคือ “สิทธิ์ที่มีราคาและมีเวลา” ไม่ใช่หุ้นอีกตัวหนึ่ง จุดเด่นของมันคือความยืดหยุ่นและการต่อยอดจากโลกหุ้น แต่จุดที่ต้องระวังคือมันมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องราคาใช้สิทธิ์ วันหมดอายุ และมูลค่าของสัญญาที่ไม่ได้ขึ้นกับ underlying อย่างเดียว

ดังนั้น บทความตอนแรกนี้ไม่ได้อยากชวนให้รีบเทรด แต่อยากทำให้คุณเห็นก่อนว่า US Options คืออะไร และถ้าจะเริ่ม ควรเริ่มด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่เริ่มด้วยความคึก

 

อ่านต่อในตอนถัดไป

ตอนที่ 2

Call, Put, Strike, Expiry, Premium: 5 คำที่ต้องรู้ก่อนอ่าน US Options รู้เรื่อง 

[ลิงก์อ่านบทความตอนที่ 2]

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

  1. InnovestX — หน้า US Options และรายละเอียดบริการบนแอป/WebTrade
  2. InnovestX Cafe Invest — บทความ Long Only สำหรับมือใหม่

⚠️ Disclaimer

US Options 🚀 ลงทุน US Options กับ InnovestX ได้แล้ว! ครั้งแรกบน InnovestX ที่ให้คุณเทรด US Options ได้ทั้งบนแอปและ WebTrade สะดวกกว่าเดิม พร้อมเครื่องมือครบมือเหมือนเดิม
✅ เติมเงินเข้า wallet ได้ real-time
✅ ฝาก-ถอน ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง
✅ เครื่องมือเทรดผ่านเว็บไซต์ สามารถใช้ผ่าน PC ให้สามารถเทรดได้แบบมืออาชีพ
✅ มีข้อมูล real-time market data ของ US Options ให้ subscribe ในราคาดีเข้าถึงง่าย เพียง 1.25 USD/Month
✅ ใช้บัญชีเดียวกับบัญชีหุ้นสหรัฐฯ ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่
📱 ดาวโหลดและเปิดบัญชีกับ InnovestX คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
📱 รายละเอียดและคู่มือการเปิดใช้บริการ US Options คลิก https://www.innovestx.co.th/us-options

 

⚠️ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน US Futures and Options มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญจึงไม่เหมาะสมกับทุกคน การซื้อขาย Options ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่มูลค่าสัญญาจะลดลงตามเวลา (Time decay) ความเสี่ยงที่ท่านอาจสูญเสียเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสิทธิ์ในตอนแรก (ค่าพรีเมียม) ทั้งหมด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5