
ตอนที่ 4 — ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ (Leading Indicator): เมื่อ "ความรู้สึก" บอกอนาคตได้ก่อนตัวเลขจริง
ตลอดสามตอนที่ผ่านมา เราไล่เรียงตัวเลขเศรษฐกิจกันมาเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ GDP ที่เป็น "ใบสรุปยอดขายของทั้งประเทศ" เงินเฟ้อที่เป็น "เทอร์โมมิเตอร์" และตัวเลขตลาดการเงินที่เป็น "เครื่องวัดชีพจรแบบเรียลไทม์" แต่ถ้าสังเกตให้ดี ตัวเลขทั้งสองกลุ่มยังมีจุดอ่อนคนละแบบ
ฝั่ง GDP และตัวเลขเศรษฐกิจจริง (hard data) อย่างการผลิตภาคอุตสาหกรรมหรือยอดค้าปลีก แม้จะแม่นยำเพราะเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ "ช้า" เพราะต้องใช้เวลารวบรวมและกว่าจะประกาศก็ล่วงเลยไปแล้วเป็นเดือนหรือเป็นไตรมาส ส่วนตัวเลขตลาดการเงินแม้จะเร็วทันวินาที แต่ก็ "เฉพาะเจาะจง" เกินไป ราคาหุ้นตัวหนึ่งหรือดัชนีตลาดหนึ่งสะท้อนอารมณ์และปัจจัยเฉพาะของตลาดนั้น และผันผวนตามข่าวรายวันจนบางครั้งก็ส่งสัญญาณหลอก ไม่สามารถวาดภาพเศรษฐกิจโดยรวมได้ครบถ้วน
คำถามคือ มีตัวเลขไหนที่ "เร็วพอจะบอกอนาคต" แต่ "กว้างพอจะเห็นทั้งเศรษฐกิจ" หรือไม่ คำตอบคือมี และตัวเลขนั้นชื่อว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers' Index หรือ PMI)
1. PMI คืออะไร และทำไมการถาม "ความรู้สึก" จึงมีค่า
PMI ไม่ใช่ตัวเลขจริงที่วัดจากมูลค่าการผลิตหรือยอดขาย แต่เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า soft data หรือ "ข้อมูลเชิงความรู้สึก" ที่ได้จากการสำรวจความเห็น วิธีจัดทำคือทุกเดือนผู้จัดทำดัชนีจะส่งแบบสอบถามไปยัง ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (purchasing managers) ของบริษัทหลายร้อยถึงหลายพันแห่ง โดยถามคำถามง่าย ๆ ว่า เมื่อเทียบกับเดือนก่อน กิจกรรมด้านต่าง ๆ ของบริษัท "ดีขึ้น เท่าเดิม หรือแย่ลง"
เหตุที่เลือกถามผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ เพราะคนกลุ่มนี้คือผู้ที่ "รู้ก่อนใคร" ในห่วงโซ่ธุรกิจ พวกเขาเห็นคำสั่งซื้อที่เข้ามา ตัดสินใจสั่งวัตถุดิบ และประเมินว่าต้องจ้างคนเพิ่มหรือไม่ ก่อนที่สินค้าจะถูกผลิตและขายจริงหลายเดือน ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้จึงเป็นสัญญาณล่วงหน้าของกิจกรรมเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิด
ตัวเลข PMI ถูกออกแบบให้อ่านง่ายที่สุด โดยมีเส้นแบ่งสำคัญอยู่ที่ระดับ 50 หากดัชนีสูงกว่า 50 หมายถึงภาคธุรกิจนั้นกำลัง "ขยายตัว" เทียบกับเดือนก่อน หากต่ำกว่า 50 คือ "หดตัว" และยิ่งห่างจาก 50 มากเท่าไร ก็ยิ่งบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นรุนแรงมากขึ้น ข้อดีอีกประการคือ PMI ประกาศเร็วมาก โดยตัวเลขของเดือนนั้นมักออกในวันทำการแรก ๆ ของเดือนถัดไป เร็วกว่า GDP หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน จึงเป็นดัชนีชี้นำที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาเป็นอันดับต้น ๆ
2. Manufacturing PMI กับ Service PMI: สองด้านของเศรษฐกิจเดียวกัน
ในแต่ละประเทศ PMI หลักจะมีสองประเภทที่ต้องแยกให้ออก เพราะบอกคนละเรื่อง
ดัชนีภาคการผลิต (Manufacturing PMI) สำรวจบริษัทในภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องจักร ภาคนี้อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศสูง จึงเป็นตัวชี้นำที่ดีของอุปสงค์โลกและวงจรสินค้าคงคลัง เหมาะกับการจับสัญญาณของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทย เยอรมนี หรือเกาหลี
ดัชนีภาคบริการ (Services PMI) สำรวจธุรกิจภาคบริการ เช่น ค้าปลีก การเงิน ท่องเที่ยว และร้านอาหาร ซึ่งในเศรษฐกิจสมัยใหม่มักมีสัดส่วนใหญ่กว่าภาคการผลิตมาก ดัชนีนี้จึงสะท้อนกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศได้ดีกว่า
จุดที่น่าสนใจคือ สองดัชนีนี้ไม่จำเป็นต้องไปทางเดียวกันเสมอ และสิ่งที่แตกต่างระหว่างสองดัชนี บ่งชี้ถึงเรื่องราวของเศรษฐกิจได้ แผนภาพที่ 1 แสดง PMI โลกล่าสุดที่ภาคบริการอยู่ที่ 52.2 สูงกว่าภาคการผลิตที่ 51.7 โดยดัชนีรวม (composite) ซึ่งถ่วงน้ำหนักสองภาคเข้าด้วยกันอยู่ที่ 51.9 ภาพนี้บอกเราว่าเศรษฐกิจโลกยังขยายตัว แต่แรงขับเคลื่อนมาจากภาคบริการเป็นหลัก ขณะที่ภาคการผลิตซึ่งผูกกับการค้าโลกยังฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในช่วงที่การค้าโลกเผชิญความไม่แน่นอนด้านภาษีและภูมิรัฐศาสตร์
แผนภาพที่ 1: ดัชนี PMI ภาคการผลิต ภาคบริการ และดัชนีรวมของโลก

Source: CEIC, S&P Global, InnovestX Investment Strategy & Research
3. ไส้ในของ PMI: ตัวเลขเดียวที่ซ่อนหลายเรื่องราว
ความลึกที่แท้จริงของ PMI ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข Headline แต่อยู่ที่ "ดัชนีย่อย" (sub-indices) ที่ประกอบกันขึ้นมา เพราะแต่ละตัวเป็นสัญญาณล่วงหน้าของตัวแปรเศรษฐกิจคนละด้าน โดยสามตัวที่ต้องจับตาที่สุดคือ
ดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders) คือหัวใจของการชี้นำอนาคต เพราะคำสั่งซื้อที่เข้ามาวันนี้คือการผลิตและรายได้ของเดือนหน้า หากดัชนีนี้พุ่งขึ้นนำหน้าดัชนีHeadline มักเป็นสัญญาณว่ากิจกรรมเศรษฐกิจกำลังจะเร่งตัวขึ้น
ดัชนีการจ้างงาน (Employment) สะท้อนว่าธุรกิจในภาคนั้นกำลังจ้างคนเพิ่มหรือปลดคนออก จึงเป็นตัวชี้นำตลาดแรงงานที่ออกก่อนตัวเลขการจ้างงานจริงของทางการ
ดัชนีราคาต้นทุน (Input Prices) วัดว่าต้นทุนวัตถุดิบที่ธุรกิจต้องจ่ายกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง จึงเป็นสัญญาณเตือนแรงกดดันเงินเฟ้อล่วงหน้า ก่อนที่ต้นทุนก้อนนี้จะถูกส่งผ่านมายังราคาผู้บริโภค เชื่อมโยงกับกลไก cost-push ในตอนที่ 2 โดยตรง
แผนภาพที่ 2 และ 3 แสดงตัวอย่างชัดเจนจากดัชนี ISM ของสหรัฐฯ ในฝั่งภาคการผลิต (แผนภาพที่ 2) ดัชนี Headline อยู่ที่ 53.3 บ่งชี้การขยายตัว แต่ดัชนีราคาต้นทุนกลับพุ่งสูงถึง 73 ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่รุนแรง สอดคล้องกับราคาน้ำมันและโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้น
ส่วนฝั่งภาคบริการ (แผนภาพที่ 3) ดัชนี Headline อยู่ที่ 54 การจ้างงานที่ 51.2 และราคาต้นทุนที่ 67.7 การอ่านไส้ในเช่นนี้บอกเราว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ แต่แรงกดดันด้านราคายังสูง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทำให้ธนาคารกลางต้องระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงิน
แผนภาพที่ 2: ดัชนี ISM ภาคการผลิตของสหรัฐฯ (Headline การจ้างงาน และราคา)

Source: CEIC, S&P Global, InnovestX Investment Strategy & Research
แผนภาพที่ 3: ดัชนี ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ (Headline การจ้างงาน และราคา)

Source: CEIC, S&P Global, InnovestX Investment Strategy & Research
4. สองสำนัก: ทำไมบางประเทศจึงมี PMI มากกว่าหนึ่งตัว
ประเด็นที่นักลงทุนมักสับสนคือ บางประเทศมีดัชนี PMI จากผู้จัดทำมากกว่าหนึ่งราย และตัวเลขก็ไม่ตรงกันเสียทีเดียว เหตุเพราะแต่ละเจ้าสำรวจกลุ่มตัวอย่างและให้น้ำหนักต่างกัน
กรณีสหรัฐฯ มีสองสำนักหลัก ด้านหนึ่งคือ ISM (Institute for Supply Management) ซึ่งเป็นดัชนีดั้งเดิมที่มีมายาวนาน เน้นสำรวจบริษัทขนาดใหญ่และเป็นตัวเลขที่ตลาดการเงินสหรัฐฯ ให้ความสำคัญมากที่สุด อีกด้านคือ S&P Global PMI ซึ่งใช้ระเบียบวิธีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ทำให้เปรียบเทียบข้ามประเทศได้สะดวก และครอบคลุมบริษัทขนาดกลางและเล็กมากกว่า เมื่อสองตัวนี้ส่งสัญญาณต่างกัน นักลงทุนจึงต้องพิจารณาว่าความแตกต่างมาจากขนาดบริษัทหรือขอบเขตการสำรวจ
กรณีจีนก็คล้ายกัน มีทั้งดัชนีทางการจาก NBS (National Bureau of Statistics) ที่สำรวจรัฐวิสาหกิจและบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก และดัชนีเอกชนจาก Rating Dog ที่เน้นบริษัทขนาดกลางและเล็กซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชนและเน้นการส่งออก ด้วยเหตุนี้ เมื่อ NBS PMI แข็งแกร่งแต่ Rating Dog PMI อ่อนแอ มักตีความได้ว่าแรงหนุนเศรษฐกิจจีนมาจากภาครัฐและบริษัทใหญ่ ขณะที่ภาคเอกชนรายเล็กยังเปราะบาง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ตัวเลข GDP รวมของจีนไม่อาจบอกได้
5. เปรียบเทียบข้ามประเทศ: อ่านแผนที่เศรษฐกิจโลกในตารางเดียว
เพราะ S&P Global ใช้ระเบียบวิธีเดียวกันทั่วโลก ดัชนี Composite PMI จึงกลายเป็นเครื่องมือเปรียบเทียบสุขภาพเศรษฐกิจข้ามประเทศที่ทรงพลัง แผนภาพที่ 4 แสดงภาพล่าสุดที่เห็นความแตกต่างชัดเจน โดยญี่ปุ่นอยู่ที่ 52.8 และ สหรัฐฯ ที่ 51.9 ยังอยู่เหนือเส้น 50 บ่งชี้การขยายตัว ขณะที่ฝั่งยุโรปยังอ่อนแอ โดยยูโรโซนอยู่ที่เส้นคงตัวที่ 50.0 เยอรมนี 49.5 อังกฤษอยู่ที่ 49.3 และฝรั่งเศสต่ำสุดที่ 47.2 ซึ่งนอกจากยูโรโซนที่อยู่ที่เส้นยาแดงแล้ว ประเทศอื่นล้วนต่ำกว่า 50 สะท้อนภาวะหดตัว ภาพนี้บอกเราในพริบตาว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจโลกกำลังเอียงไปทางฝั่งสหรัฐฯ และเอเชีย ขณะที่ยุโรปยังเป็นจุดอ่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่งต่อการจัดสรรการลงทุนข้ามภูมิภาค
แผนภาพที่ 4: ดัชนี Composite PMI เปรียบเทียบระหว่างประเทศ

Source: CEIC, S&P Global, InnovestX Investment Strategy & Research
กล่าวโดยสรุป หาก GDP บอกอดีต และตัวเลขตลาดการเงินบอกปัจจุบันในรายตลาด PMI คือจุดที่ลงตัวที่สุดระหว่างสองโลกนี้ คือเร็วพอจะเป็นดัชนีชี้นำ และกว้างพอจะสะท้อนทั้งเศรษฐกิจ เคล็ดลับการอ่านคืออย่าหยุดที่ตัวเลข Headline หรือเส้น 50 เพียงอย่างเดียว แต่ให้เจาะเข้าไปดูไส้ใน ว่าคำสั่งซื้อใหม่กำลังเร่งหรือชะลอ การจ้างงานกำลังขยายหรือหด และต้นทุนกำลังกดดันเงินเฟ้อแค่ไหน พร้อมกับแยกให้ออกว่ากำลังดูภาคการผลิตหรือภาคบริการ และเป็นตัวเลขจากสำนักใด
เมื่ออ่านเป็น PMI จะกลายเป็นเหมือน "ภาพเอกซเรย์" ของเศรษฐกิจที่ให้เราเห็นโครงสร้างภายใน ก่อนที่ตัวเลข GDP จริงจะประกาศออกมายืนยันในอีกหลายเดือนข้างหน้า และนั่นคือความได้เปรียบที่แท้จริงของนักลงทุนที่รู้จักใช้ดัชนีชี้นำ
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อ่านต่อ: > ข้อสงวนสิทธิ์.pdf