THAI รายงานกำไรสุทธิ 1Q69 ที่ 1.01 หมื่นลบ. เพิ่มขึ้น 3% YoY และ 122% QoQ เมื่อหักกำไรพิเศษออก กำไรปกติอยู่ที่ 9.0 พันลบ. ลดลง 11% YoY แต่เพิ่มขึ้น 32% QoQ เป็นไปตามที่ INVX และตลาดคาดการณ์ไว้ การลดลงของกำไร YoY มีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายภาษีที่สูงขึ้น ในขณะที่กำไรที่ปรับตัวดีขึ้น QoQ เป็นผลมาจากปัจจัยด้านฤดูกาล ทั้งนี้ราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานใน 1Q69 มากนัก เนื่องจากมี lag time ประมาณ 1 เดือน แต่จะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนตั้งแต่ 2Q69 เป็นต้นไป ซึ่งเราประเมินว่าจะทำให้ THAI มีขาดทุนสุทธิเล็กน้อยใน 2Q69 ปัจจัยกระตุ้นที่ต้องติดตาม คือ การยืนยันการหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และราคาน้ำมันเครื่องบินที่ลดลง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทางและลดแรงกดดันด้านต้นทุน เราคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ THAI ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 6.5 บาท
1Q69: กำไรสุทธิได้แรงหนุนจากรายการพิเศษ กำไรปกติเป็นไปตามคาด THAI รายงานกำไรสุทธิ 1Q69 ที่ 1.01 หมื่นลบ. เพิ่มขึ้น 3% YoY และ 122% QoQ เนื่องจากมีการบันทึกกำไรพิเศษ 1.1 พันลบ. (กำไรทางบัญชีจากการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน ซึ่งช่วยชดเชยผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน) เมื่อหักรายการนี้ออก กำไรปกติอยู่ที่ 9.0 พันลบ. ลดลง 11% YoY แต่เพิ่มขึ้น 32% QoQ ซึ่งเป็นไปตามที่ INVX และตลาดคาดการณ์ไว้ การลดลงของกำไร YoY มีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายภาษีที่สูงขึ้น ในขณะที่กำไรที่ปรับตัวดีขึ้น QoQ เป็นผลมาจากปัจจัยด้านฤดูกาล
ประเด็นสำคัญ:
• ใน 1Q69 รายได้จากผู้โดยสาร (85% ของรายได้รวม) อยู่ที่ 4.23 หมื่นลบ. ลดลง 2% YoY แต่เพิ่มขึ้น 4% QoQ THAI ขนส่งผู้โดยสารจำนวน 4.2 ล้านคน (ลดลง 4% YoY และ 2% QoQ) โดยมีค่าโดยสารเฉลี่ยที่สูงขึ้น (เพิ่มขึ้น 2% YoY และ 9% QoQ)
• อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (cabin factor) อยู่ที่ 83.1% โดยขึ้นไปทำระดับสูงสุดในเดือนมี.ค. ที่ 86% หนุนโดยความต้องการเดินทางที่สูง โดยเฉพาะในเส้นทางยุโรป หลังจากสายการบินตะวันออกกลางระงับเที่ยวบินหลังเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทั้งนี้ THAI ได้บริหารจัดการ ASK capacity โดยลดลง 2% YoY ใน 1Q69
• อัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 25% ใน 1Q69 เพิ่มขึ้นจาก 24.5% ใน 1Q68 และ 12.7% ใน 4Q68 ซึ่งดีกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ลดลง 11% YoY และ 5% QoQ) และค่าซ่อมบำรุง (ลดลง 5% YoY และ 12% QoQ) ต่ำกว่าคาด
• ค่าใช้จ่ายภาษีอยู่ที่ 1.7 พันลบ. ใน 1Q69 เพิ่มขึ้นจาก 1 ลบ. ใน 1Q68 และพลิกกลับจากที่มีรายได้ภาษีจำนวน 2.3 พันลบ. ใน 4Q68
คาดผลประกอบการอ่อนแอลงใน 2Q69 ราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานใน 1Q69 มากนัก เนื่องจากมี lag time ประมาณ 1 เดือน แต่จะเห็นผลกระทบชัดเจนตั้งแต่ 2Q69 เป็นต้นไป ราคาน้ำมันเครื่องบิน (ต้นทุนหลัก, 26% ของรายได้ปี 2568) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับก่อนเกิดสงครามที่ US$93.4/บาร์เรล สู่ระดับเฉลี่ยในปัจจุบันที่ US$190/บาร์เรล และราคา spot ที่ US$160/บาร์เรล การทำประกันความเสี่ยงของ THAI ครอบคลุมการใช้น้ำมันเครื่องบินราว 25% ใน 1H69 แม้ THAI จะปรับขึ้นค่าโดยสาร 15-20% และปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงตั้งแต่เดือนพ.ค. แต่เราเชื่อว่าจะไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ทั้งหมด การวิเคราะห์ความอ่อนไหวบ่งชี้ว่า หากราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 100% จากระดับก่อนสงคราม และจำนวนผู้โดยสารลดลง 10% THAI จะต้องปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้น 20-25% เพื่อให้คุ้มทุนในระดับกำไรสุทธิ เราประเมินเบื้องต้นว่า THAI จะมีขาดทุนสุทธิเล็กน้อยใน 2Q69 โดยคาดว่าผลประกอบการจะยังคงอ่อนแอใน 2Q69-3Q69 ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นใน 4Q69
แนะนำ NEUTRAL ปัจจัยกระตุ้นที่ต้องติดตาม เราคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ THAI ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 6.5 บาท อ้างอิง PE 9.1 เท่า (ค่ากลางของหุ้นกลุ่มสายการบินในภูมิภาค) และ EPS ปี 2570 ที่คิดลดกลับมาเป็นสิ้นปี 2569 เพื่อให้สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น ปัจจัยกระตุ้นที่ต้องติดตาม คือ การยืนยันการหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และราคาน้ำมันเครื่องบินที่ลดลง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทางและลดแรงกดดันด้านต้นทุน และส่งผลทำให้ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น และนำไปสู่การ re-rate valuation
ความเสี่ยง ได้แก่ 1) ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว 2) ราคาน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้น 3) เงินบาทที่อ่อนค่าลง 4) การแข่งขันที่รุนแรง และ 5) ความผันผวนของราคาหุ้นหลังจากช่วงเวลาห้ามขายหุ้นสิ้นสุดลงในวันที่ 4 ส.ค. 2569 เรามองว่าความเสี่ยงด้าน ESG คือ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (E) และประเด็นด้านสังคม เช่น ความปลอดภัย (S)
Download PDF Click > THAI260515_E.pdf