PDF Available  
High Conviction

STANLY – คาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดีและมีโอกาสปรับขึ้น

By ระวีนุช ปิยะเกรียงไกร|6 May 26 7:19 AM
สรุปสาระสำคัญ

เราประเมิน DPS สำหรับงวด 2HFY69 ของ STANLY ได้ที่ 8.6 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4.2% และคาดมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นสู่ 5.8-6.8% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากสถานะเงินสดสุทธิ งบลงทุนที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และการปรับเพิ่มนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น เราคาดว่า STANLY จะประกาศจ่ายเงินปันผลพร้อมกับผลประกอบการปี FY2569 (เม.ย. 2568 – มี.ค. 2569) ในวันที่ 12 พ.ค. สำหรับปี FY2570 (เม.ย. 2569 – มี.ค. 2570) เรายังคงคาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโต 8% โดยได้รับแรงหนุนจากการเริ่มผลิตตามคำสั่งซื้อใหม่ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือราคาเม็ดพลาสติก (20% ของวัตถุดิบ) ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดหาวัตถุดิบผ่านเครือข่าย Stanley Group และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนน่าจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้ เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ STANLY โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 245 บาท อ้างอิง PE 9.2 เท่า (-0.5SD)

เราประเมิน DPS สำหรับงวด 2HFY69 ของ STANLY ได้ที่ 8.6 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4.2% และคาดมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นสู่ 5.8-6.8% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากสถานะเงินสดสุทธิ งบลงทุนที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และการปรับเพิ่มนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น เราคาดว่า STANLY จะประกาศจ่ายเงินปันผลพร้อมกับผลประกอบการปี FY2569 (เม.ย. 2568 – มี.ค. 2569) ในวันที่ 12 พ.ค. สำหรับปี FY2570 (เม.ย. 2569 – มี.ค. 2570) เรายังคงคาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโต 8% โดยได้รับแรงหนุนจากการเริ่มผลิตตามคำสั่งซื้อใหม่ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือราคาเม็ดพลาสติก (20% ของวัตถุดิบ) ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดหาวัตถุดิบผ่านเครือข่าย Stanley Group และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนน่าจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้ เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ STANLY โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 245 บาท อ้างอิง PE 9.2 เท่า (-0.5SD)

 

ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นคืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีและมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น เรายังคงประมาณการ DPS สำหรับปี FY2569 (เม.ย. 2568 – มี.ค. 2569) ไว้ที่ 16.6 บาท โดยอิงกับอัตราการจ่ายเงินปันผล 66% ซึ่งบ่งชี้ว่า DPS สำหรับงวด 2HFY69 จะอยู่ที่ 8.6 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน 4.2% เรามองว่ามีโอกาสที่ STANLY จะจ่ายเงินปันผลมากกว่าที่เราประเมินไว้ได้จาก: 1) สถานะเงินสดสุทธิที่ 116 บาทต่อหุ้น 2) งบลงทุนที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ โดยบริษัทวางแผนใช้งบลงทุน 1.0 พันลบ./ปี ในปี FY2569-2570 ลดลงจาก 1.2-1.5 พันลบ.ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และ 3) การปรับเพิ่มนโยบายการจ่ายเงินปันผลของ Stanley Electric Co., Ltd. (ญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ STANLY ที่ถือหุ้นผ่าน Stanley Electric Holding Asia-Pacific Pte., Ltd. (สิงคโปร์) เราได้จัดทำสมมติฐาน 2 กรณีสำหรับโอกาสในการปรับเพิ่ม DPS: 1) อ้างอิงจาก DPS ที่เคยสูงสุดในปี FY2566 และ FY2567 ที่ 20 บาท/หุ้น ซึ่งหมายความว่า DPS สำหรับงวด 2HFY69 จะอยู่ที่ 12 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5.8% และ 2) อ้างอิงจากอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงสุดที่เคยสูงสุดที่ 88% ซึ่งหมายความว่า DPS สำหรับงวด 2HFY69 จะอยู่ที่ 14 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6.8%

 

พรีวิว 4QFY69: คาดกำไรอ่อนตัวลง คงประมาณการกำไรไว้ตามเดิม สำหรับ 4QFY69 (ม.ค. – มี.ค. 2569) เราคาดว่า STANLY จะรายงานกำไรปกติที่ 422 ลบ. ลดลง 5% YoY จากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่อ่อนแอลง และลดลง 14% QoQ จากการขาดหายไปของรายได้เงินปันผลและปัจจัยฤดูกาล เราใช้สมมติฐานยอดขายที่ 3.0 พันลบ. ลดลง 2% YoY แต่เพิ่มขึ้น 3% QoQ และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23% ลดลงเล็กน้อยจาก 23.9% ใน 4QFY68 และ 23.1% ใน 3QFY69 พรีวิว 4QFY69 ของเราบ่งชี้ว่ากำไรปกติทั้งปี FY2569 จะอยู่ที่ 1.9 พันลบ. ต่ำกว่าประมาณการปัจจุบันเล็กน้อยราว 1% เราจึงยังคงประมาณการกำไรทั้งปีไว้ตามเดิม โดย STANLY จะประกาศผลประกอบการในวันที่ 12 พ.ค.

 

แนวโน้มปี FY2570 เราคาดการณ์กำไรปกติที่ 2.1 พันลบ. หรือเติบโต 8% ในปี FY2570 (เม.ย. 2569 – มี.ค. 2570) โดยอิงกับยอดขายที่เติบโต 6% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อใหม่สำหรับชุดโคมไฟและการขยายเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับรถจักรยานยนต์ และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 22.6% (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 22.3% ในปี FY2569 เพื่อสะท้อนถึงยอดขายที่เติบโตและการควบคุมต้นทุน) ความเสี่ยงที่สำคัญต่อประมาณการของเราคือต้นทุนเม็ดพลาสติก (20% ของวัตถุดิบ) ซึ่งราคาตลาดมีแนวโน้มปรับขึ้นมาจากผลกระทบสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างไรก็ตาม STANLY มีการจัดหาวัตถุดิบเองและใช้เครือข่ายของ Stanley Group ซึ่งจะช่วยให้ราคาวัตถุดิบไม่ผันผวนรุนแรงเท่ากับราคาตลาด นอกจากนี้ STANLY ยังสามารถขอปรับราคาขายกับลูกค้าได้เมื่อต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น แต่จะมี lag time ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้นก่อน การวิเคราะห์ความอ่อนไหวบ่งชี้ว่า หากต้นทุนเม็ดพลาสติกปรับเพิ่มขึ้น 10% จะกระทบกำไรของ STANLY ราว 6% ซึ่งสามารถชดเชยได้ด้วยการปรับราคาขายเพิ่มขึ้น 1% เราเชื่อว่า STANLY มีศักยภาพในการส่งผ่านต้นทุน เนื่องจากชุดโคมไฟรถยนต์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เนื่องจากในประเทศไทยมีผู้ผลิตชุดโคมไฟรถยนต์รายใหญ่เพียง 3 ราย

 

ปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยง คือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น เรามองว่าความเสี่ยง ESG ที่สำคัญ คือ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (E)

 

Expect high dividend yield, potential upside

 

We estimate STANLY’s DPS for 2HFY26 at Bt8.6, suggesting a 4.2% dividend yield with potential upside to 5.8-6.8% yield based on its net cash position, potentially low capex, and the upward revision of the dividend payout policy by its parent company in Japan. We expect STANLY to announce its dividend alongside FY2026 results on May 12. For FY2027 (April 2026–March 2027), we maintain our forecast of 8% earnings growth, driven by the startup of production for new orders. A key point to monitor is the rising price of plastic resins (20% of raw materials); however, sourcing through the Stanley Group network and the ability to pass through prices should help mitigate. Maintain OUTPERFORM. Our end-2026 target price is Bt245, based on a PE of 9.2x (-0.5SD).

 

Near-term catalyst is a strong dividend yield with potential upside. We maintain our forecast of FY2026 (April 2025–March 2026) DPS at Bt16.6 based on a 66% payout ratio, suggesting a DPS for 2HFY26 of Bt8.6 or 4.2% yield. We see potential for a higher payout based on: 1) its net cash position at Bt116 cash per share, 2) potentially low capex as it plans for capex of Bt1.0bn/year in FY2026-27, down from Bt1.2-1.5bn in the past two years, and 3) the upward revision of the dividend payout policy by Stanley Electric Co., Ltd. (Japan), STANLY's parent company, which holds shares through Stanley Electric Holding Asia-Pacific Pte., Ltd. (Singapore). We posit two scenarios for DPS upside: 1) its highest ever DPS in FY2023 and FY2024 at Bt20/share, which implies a DPS for 2HFY26 of Bt12 or 5.8% yield, and 2) its highest-ever dividend payout of 88%, which implies DPS for 2HFY26 of Bt14 or a 6.8% yield.

 

4QFY26 preview: Soft earnings. Earnings forecast maintained. For 4QFY26 (January – March 2026), we forecast core earnings of Bt422mn, down 5% YoY due to weaker sales and gross margin, and down 14% QoQ due to absence of dividend income and on seasonality. We assume sales of Bt3.0bn, down 2% YoY but up 3% QoQ, and a gross margin of 23%, slipping from 23.9% in 4QFY25 and 23.1% in 3QFY26. Our 4QFY26 preview suggests FY2026 core earnings of Bt1.9bn, a minuscule 1% below our projection and we leave it unchanged. It will release results on May 12.

 

FY2027 outlook. We forecast core earnings of Bt2.1bn, or 8% growth, in FY2027 (April 2026 – March 2027), based on 6% sales growth driven by new orders for lighting sets and expansion into new product segments, such as motorcycle plastic parts injection, and a 22.6% gross margin (up slightly from 22.3% in FY2026 to reflect sales growth and cost control). A key risk to our forecast is the cost of plastic resins (20% of raw materials), where the market price has risen due to the US-Iran war. STANLY’s self-sourcing and use of the Stanley Group network keep prices from being as volatile as market prices. Additionally, STANLY can request price adjustments from customers when raw material costs rise, though there is a lag that initially hits short-term profit. Our sensitivity analysis suggests that if plastic resin costs increase by 10%, it will slice 6% off earnings, which can be offset by a 1% increase in selling prices. We believe STANLY has the potential to pass through costs because automotive lighting sets are technology-driven products with a competitive moat, as there are only three major manufacturers in Thailand.

 

Risks.Risks are an economic slowdown that will erode auto demand and rising raw material prices. We see the key ESG risk as environmental issues (E).

 

Download EN version click >> STANLY_HighConviction260506_E.pdf

Stocks Mentioned
STANLY.BK
Author
Slide5
ระวีนุช ปิยะเกรียงไกร

นักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มยานยนต์ การแพทย์ ท่องเที่ยว

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5