
DR23 มี ETF ให้เลือกตั้งแต่ หุ้นปันผล หุ้นจีนขนาดใหญ่ Growth, AI & Robotics ไปจนถึง Semiconductor จีนและเอเชีย แต่แม้หลายกองจะดูคล้ายกัน สิ่งที่ต่างคือ Sector ที่ลงทุนและระดับการกระจุกตัวของพอร์ต
ดังนั้น DR23 by InnovestX มี ETF ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่หุ้นปันผล หุ้นจีน ไปจนถึง AI, Robotics และ Semiconductor ตอบโจทย์นักลงทุนหลายสไตล์ ให้เลือกลงทุนตามธีมที่เชื่อและความเสี่ยงที่รับได้

ถ้าอยากลงทุนใน ETF วันนี้ InnovestX มีให้เลือกลงทุนผ่าน DR23 ตั้งแต่กลุ่ม หุ้นปันผล หุ้นจีนขนาดใหญ่ เทคโนโลยีขั้นสูง AI และ Robotics ไปจนถึง Semiconductor ทั้งในจีนและเอเชีย
แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ แม้ ETF หลายตัวจะดูเหมือนลงทุนใน “จีน” หรือ “เทคโนโลยี” คล้ายกัน แต่เมื่อเปิดดูพอร์ตจริง จะพบว่า วิธีลงทุน โครงสร้างพอร์ต และระดับการกระจุกตัวแตกต่างกันค่อนข้างมาก
บางกองกระจายลงทุนในหุ้นหลายร้อยบริษัท ขณะที่บางกองถือหุ้นเพียงไม่กี่สิบตัวและกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเดียว ดังนั้นการเลือก ETF จึงไม่ควรดูแค่ว่า “กองไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุด” แต่ควรถามก่อนว่า
เราอยากลงทุนในอะไร และยอมรับความกระจุกตัวของพอร์ตได้มากแค่ไหน?
InnovestX พามารู้จัก ETF ทั้ง 7 ตัวจาก DR23 ว่าแต่ละกองลงทุนอะไร แตกต่างกันอย่างไร และเหมาะกับนักลงทุนแบบไหน

สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสสร้าง กระแสเงินสดจากเงินปันผล HSHD23 เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ
กองทุนอ้างอิงเป็น Passive ETF ที่มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับ Hang Seng High Dividend Yield Index โดยลงทุนในหุ้นและ REIT ที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงและมีอัตราเงินปันผลสูง ถือหลักทรัพย์ประมาณ 50 ตัว และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2026 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักประกอบด้วย
Industrials 19.62%
Financials 16.71%
Real Estate 14.56%
Consumer Discretionary 11.32%
Consumer Staples 10.94%
หุ้นหลัก ได้แก่ VTech, Kingboard, Yue Yuen, Shenzhen International และ Onewo
จึงไม่ใช่กองหุ้นปันผลที่กระจุกอยู่เฉพาะธนาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ แต่กระจายตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม การเงิน อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
โดยในช่วงที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 6–8%
คำว่า High Dividend ไม่ได้หมายความว่าราคากองทุนจะผันผวนน้อยเสมอไป และการจ่ายเงินปันผลก็ไม่ได้รับประกัน เพราะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัท รวมถึงดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน นอกจากนี้กองทุนอาจมีการจ่ายเงินปันผลจากทุน ซึ่งอาจส่งผลให้ NAV ลดลงได้
เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการโอกาสรับกระแสเงินสดจากเงินปันผล และสามารถรับความผันผวนของตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงได้

ถ้าอยากลงทุนใน “จีน” แต่ยังไม่ต้องการเลือกว่ากลุ่มไหนจะเป็นผู้ชนะ CN23 เป็น ETF ที่ให้ Exposure ต่อบริษัทขนาดใหญ่ของจีนในวงกว้าง
กองทุนอ้างอิงลงทุนตาม CSI 300 Index ซึ่งรวมหุ้น A-Share ขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงประมาณ 300 บริษัทในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่
จุดเด่นคือไม่ได้เดิมพันกับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่กระจายไปยังบริษัทชั้นนำของจีนหลายกลุ่มในกองเดียว
โดยมีน้ำหนักสำคัญในกลุ่ม เทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์, อุปกรณ์สื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, พลังงานใหม่และแบตเตอรี่, สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการเงินและประกัน
ตัวอย่างหุ้นหลักในพอร์ต เช่น Zhongji Innolight และ Eoptolink ในกลุ่มเทคโนโลยีการสื่อสาร, CATL ในกลุ่มแบตเตอรี่และพลังงานใหม่, GigaDevice ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์, Kweichow Moutai ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และ Ping An ในกลุ่มการเงินและประกัน
จึงเป็น ETF ที่ช่วยกระจายการลงทุนไปยังหลาย Sector ของเศรษฐกิจจีน มากกว่าการเน้นลงทุนในธีมใดธีมหนึ่งโดยเฉพาะ
เพราะ CN23 กระจายหลายอุตสาหกรรม ผลตอบแทนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ AI หรือ Semiconductor เพียงอย่างเดียว แต่จะสัมพันธ์กับภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนมากกว่า ETF ธีมเฉพาะ
เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นจีนขนาดใหญ่แบบกว้าง โดยไม่ต้องเลือก Sector หรือหุ้นรายตัว

หากเชื่อในแนวโน้มที่จีนกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง CNSTAR5023 เป็น ETF ที่นำไปลงทุนในบริษัทชั้นนำ 50 แห่งของ STAR Market ซึ่งเป็นตลาดสำหรับบริษัทด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของจีน
แต่จุดสำคัญคือ ถึงจะเรียกว่า ETF เทคโนโลยีจีน แต่เมื่อเปิดพอร์ตจริงจะเห็นว่าน้ำหนักจำนวนมากอยู่ใน Semiconductor, AI Chip และอุปกรณ์ผลิตชิป
พอร์ตลงทุนในอะไร?
กองทุนเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม เทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ของจีน โดยกระจายตั้งแต่ ชิป AI และหน่วยประมวลผล, Semiconductor Design, Foundry ไปจนถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการผลิตชิป
หุ้นหลักในพอร์ต เช่น Cambricon และ Hygon ในกลุ่มชิปประมวลผล, Montage Technology ในกลุ่มออกแบบชิป, SMIC ในกลุ่มโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และ AMEC ในกลุ่มเครื่องจักรผลิตชิป
ดังนั้นกองนี้จึงแตกต่างจาก ETF เทคจีนที่เน้น Internet Platform เพราะธุรกิจหลักในพอร์ตคือบริษัทที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี” ตั้งแต่ชิป AI ไปจนถึงเครื่องจักรผลิต Semiconductor
แม้ดัชนีจะครอบคลุมบริษัทด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมหลายประเภท แต่พอร์ตปัจจุบันค่อนข้างกระจุกใน Hard Tech และ Semiconductor อีกทั้ง Top 10 มีน้ำหนักมากกว่า 60% ของพอร์ต จึงอาจมีความผันผวนสูงกว่าการลงทุนในหุ้นจีนแบบกว้าง
เหมาะกับ: นักลงทุนที่เชื่อในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน และแนวโน้มลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงสามารถรับความผันผวนในระดับสูงได้

ถ้าพูดถึงหุ้น Growth หลายคนอาจนึกถึงบริษัท Software หรือ Internet Platform แต่ CHNXT5023 แตกต่างออกไป
กองทุนอ้างอิงลงทุนตาม SZSE ChiNext 50 Index โดยมีนโยบายลงทุนอย่างน้อย 90% ของ NAV ในหุ้นองค์ประกอบและหุ้นที่เตรียมเข้าสู่ดัชนี
ChiNext มักถูกมองว่าเป็นตลาดหุ้น Growth ของจีน แต่เมื่อดูพอร์ตจริง Growth ของกองนี้กลับมาจากบริษัทใน ภาคการผลิต เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และ New Economy เป็นหลัก
กองทุนเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม เทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูงของจีน โดยมี Exposure หลักในกลุ่ม อุปกรณ์สื่อสารและ Optical Communication, แบตเตอรี่และ EV Supply Chain, พลังงานสะอาดและ Solar รวมถึงเทคโนโลยีทางการเงิน
หุ้นหลักในพอร์ต เช่น Zhongji Innolight และ Eoptolink ในกลุ่ม Optical Communication, CATL ในกลุ่มแบตเตอรี่และ EV, Sungrow Power Supply ในกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ และ East Money ในกลุ่ม FinTech
จึงเป็น ETF ที่เน้นการเติบโตจาก เทคโนโลยีอุตสาหกรรม พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของจีน
คำว่า Growth ไม่ได้หมายความว่าพอร์ตจะเน้น Software เสมอไป เพราะกองนี้มีน้ำหนัก Manufacturing สูงมาก อีกทั้งหุ้น 3 ตัวแรกมีน้ำหนักรวมกันในระดับสูง จึงทำให้ผลตอบแทนของกองทุนอาจได้รับอิทธิพลจากหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัทค่อนข้างมาก
เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการโอกาสเติบโตจาก EV Battery, Optical Communication, Solar และการผลิตขั้นสูงของจีน

ถ้าเชื่อว่า AI ไม่ได้จบอยู่แค่ Chatbot หรือ Software แต่จะเข้าไปอยู่ในโรงงาน เครื่องจักร หุ่นยนต์ และระบบ Automation ด้วย CNROBOAI23 เป็น ETF ที่สะท้อนภาพนั้นค่อนข้างชัด
กองทุนอ้างอิงเป็น Passive ETF ที่ติดตาม FactSet China Robotics and Artificial Intelligence Index และถือหุ้นประมาณ 25 บริษัท
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2026 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักคือ
Electronic Equipment 39.22%
Machinery 30.86%
Software 18.35%
รวมกันเกือบ 90% ของพอร์ต
หุ้นในพอร์ตจึงครอบคลุมตั้งแต่บริษัทด้าน อุปกรณ์และเครื่องจักรอัจฉริยะสำหรับโรงงาน ไปจนถึง ซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม AI เช่น Han’s Laser, Huagong Tech, SUPCON, Hikvision, Inovance, Baidu และ iFlytek
จึงเป็น ETF ที่เน้นธีม Industrial AI + Automation มากกว่า AI Software เพียงอย่างเดียว
Robotics และ AI เป็นอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว บริษัทต้องลงทุนด้าน R&D สูง และราคาหุ้นอาจมีความผันผวนมากกว่าบริษัททั่วไป นอกจากนี้กองทุนยังสามารถใช้อนุพันธ์บางส่วนเพื่อจำลองผลตอบแทนของดัชนี จึงมีความเสี่ยงด้านอนุพันธ์และคู่สัญญาเพิ่มเติม
เหมาะกับ: นักลงทุนที่เชื่อว่า AI จะไม่ได้อยู่เพียงในโลกออนไลน์ แต่จะเข้าไปเปลี่ยนโรงงาน หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติของจีน

ถ้า CNSTAR5023 คือการลงทุนใน Hard Tech จีนแบบกว้าง CNSEMI23 ก็คือการ “เจาะตรง” ไปที่อุตสาหกรรม Semiconductor ของจีน
กองทุนอ้างอิงเป็น Passive ETF ที่ติดตาม FactSet China Semiconductor Index และมีความเฉพาะเจาะจงสูงมาก เพราะ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2026 ถึง 96.37% ของพอร์ตอยู่ใน Semiconductor & Semiconductor Equipment
จุดเด่นคือไม่ได้ลงทุนเฉพาะบริษัทผลิตชิป แต่ครอบคลุมหลายส่วนของห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ Memory, AI Processor และ Foundry ไปจนถึงเครื่องจักรสำหรับผลิต Semiconductor
แม้ผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาโดดเด่นมาก แต่กองนี้กระจุกอยู่ในอุตสาหกรรม Semiconductor เกือบทั้งหมด จึงไม่ได้กระจายความเสี่ยงข้าม Sector มากนัก
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรม Semiconductor มีลักษณะเป็นวัฏจักร เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และยังเผชิญความเสี่ยงจากการแข่งขัน รวมถึงข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศ
เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในธีม “ชิปจีน” โดยตรง และสามารถรับความผันผวนสูงของอุตสาหกรรมได้

สำหรับคนที่เชื่อในธีม Semiconductor เช่นเดียวกัน แต่ไม่ต้องการกระจุกตัวอยู่เฉพาะจีน ASEMI23 ช่วยกระจายการลงทุนไปยังบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมชิปทั่วเอเชีย
กองทุนอ้างอิงเป็น Passive ETF ที่ติดตาม FactSet Asia Semiconductor Index และลงทุนในบริษัท Semiconductor ประมาณ 40 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชีย
กองทุนเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Information Technology และ Semiconductor ของเอเชีย โดยมี Exposure หลักในกลุ่ม Memory Chip, Foundry, Chip Design, Semiconductor Equipment และอุปกรณ์ทดสอบชิป
หุ้นหลักในพอร์ต เช่น SK hynix, Samsung Electronics และ Kioxia ในกลุ่ม Memory, TSMC ในกลุ่ม Foundry, MediaTek ในกลุ่มออกแบบชิป และ Tokyo Electron, Advantest ในกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์
จึงเป็น ETF ที่ให้ Exposure ครอบคลุม Semiconductor Value Chain ของเอเชีย ตั้งแต่การออกแบบและผลิตชิป ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิต
แม้ ASEMI23 จะกระจายการลงทุนไปยังหลายประเทศมากกว่า CNSEMI23 แต่ก็ยังเป็นกองธีม Semiconductor โดยตรง โดยมีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีมากกว่า 90%
นอกจากนี้ SK hynix, TSMC และ Samsung Electronics รวมกันมีน้ำหนักมากกว่า 40% ของพอร์ต จึงยังมีทั้งความเสี่ยงจากวัฏจักรอุตสาหกรรม Semiconductor และการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่
เหมาะกับ: นักลงทุนที่เชื่อว่าความต้องการ Semiconductor จะเติบโตต่อจาก AI และ Data Center แต่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังผู้นำหลายประเทศในเอเชีย
การเลือก ETF ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ตัวไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตอนนี้” โดยเฉพาะเมื่อผลตอบแทน 1 ปีของบางกองอยู่ในระดับสูงมาก เพราะผลตอบแทนในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต
คำถามที่น่าจะช่วยเลือกได้มากกว่าคือ “เราต้องการลงทุนในอะไร และยอมรับความกระจุกตัวของพอร์ตได้แค่ไหน?”

ดังนั้น ถึง ETF จะช่วยให้ “ซื้อทั้งตะกร้า” ได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ต้องดูต่อคือ ตะกร้านั้นใส่อะไรอยู่ และกระจุกตัวแค่ไหน เพราะ ETF 50 ตัวอาจไม่ได้กระจายความเสี่ยงมากกว่า ETF 300 ตัวเสมอไป หากหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
สำหรับนักลงทุนที่อยากกระจายพอร์ตตามธีมที่ตัวเองเชื่อ DR23 by InnovestX ก็มีทางเลือกให้ครบหลายสไตล์ ตั้งแต่หุ้นปันผล หุ้นจีนแบบกว้าง เทคโนโลยีขั้นสูง หุ้น Growth ไปจนถึง AI, Robotics และ Semiconductor ทั้งจีนและเอเชีย
สุดท้ายจึงไม่ใช่คำถามว่า “ETF ตัวไหนดีที่สุด” แต่คือ “ETF ตัวไหนเหมาะกับพอร์ตของเรามากที่สุด” เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองอยากลงทุนในอะไร รับความเสี่ยงได้แค่ไหน และต้องการให้สินทรัพย์นั้นทำหน้าที่อะไรในพอร์ต การเลือก ETF ก็จะง่ายขึ้นมาก
DR23 by InnovestX มีครบ ให้เลือกลงทุนตามมุมมองที่ใช่ของคุณในพอร์ตเดียว
คำเตือน
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ DR ก่อนการลงทุน เนื่องจาก DR มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความผันผวนของราคาของหลักทรัพย์ต่างประเทศ และความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา DR เอง